อุปกรณ์และสเปค

TOPCon, HJT, Back Contact, Tandem: เซลล์แสงอาทิตย์รุ่นใหม่ต่างกันตรงไหน

9 ก.ย. 2569 อ่าน 13 นาที ระดับ กลาง โดย

อุตสาหกรรมแผงโซล่าเซลล์เปลี่ยนสายการผลิตหลักของเซลล์แสงอาทิตย์รุ่นใหม่จากแผ่นเวเฟอร์ P-type ไปเป็น N-type แทบทั้งหมดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ใบเสนอราคาที่คุณได้รับตอนนี้จึงมักมีตัวเลขประสิทธิภาพ 25-29% แปะอยู่ข้าง TOPCon, HJT, Back Contact หรือ Tandem ปัญหาคือตัวเลขเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นสถิติระดับเซลล์ในห้องแล็บ ไม่ใช่แผง (โมดูล) ที่จะขึ้นไปอยู่บนหลังคาจริง ขณะที่ตลาดโมดูล c-Si เชิงพาณิชย์ทั้งหมดเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเพียง 22.7% เท่านั้น คำตอบตรงไปตรงมาคือ ซิลิคอนมีเพดานประสิทธิภาพจริงอยู่ที่ 29.4% ไม่ใช่ 33% อย่างที่มักอ้างกัน และสำหรับหลังคาที่ร้อนแทบตลอดวันแบบไทย ตัวเลขที่กำหนดพลังงานที่ผลิตได้จริงมากกว่าเปอร์เซ็นต์บนสเปคชีตคือค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิ ซึ่ง HJT ทำได้ดีที่สุดที่ −0.24%/°C

เซลล์แสงอาทิตย์รุ่นใหม่คือ N-type ทั้งหมด เพราะไม่มีปัญหา LID/LeTID แบบ P-type

แผ่นเวเฟอร์ P-type (เจือด้วยโบรอน) มีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่แก้ไม่ได้ด้วยการปรับกระบวนการผลิต โบรอนที่เจือในซิลิคอนทำปฏิกิริยากับออกซิเจนที่ปนเปื้อนระหว่างการดึงผลึก เกิดเป็นสารประกอบโบรอน-ออกซิเจนที่เป็นจุดรวมตัวประจุ (recombination center) ทำให้เซลล์เสื่อมกำลังไฟฟ้าเร็วในช่วงเดือนแรกที่รับแสง (LID) และบางล็อตเสื่อมต่อเนื่องเมื่อโดนทั้งแสงและความร้อนพร้อมกัน (LeTID) แผ่นเวเฟอร์ N-type (เจือด้วยฟอสฟอรัส) ไม่มีพันธะโบรอน-ออกซิเจนนี้ตั้งแต่ต้น จึงไม่มีปัญหา LID/LeTID เป็นเหตุผลเชิงวัสดุศาสตร์ล้วน ๆ ที่ผู้ผลิตทุกรายย้ายไป N-type — กลไกฟิสิกส์เต็มรูปแบบและตัวเลขอัตราเสื่อมอ่านต่อได้ที่ การเสื่อมสภาพของแผงโซล่าเซลล์ LID, LeTID, PID และรอยแตกร้าว ซึ่งเป็นบทความที่อธิบายกลไกนี้โดยตรง บทความนี้จะไม่ย้อนอธิบายซ้ำ

ซิลิคอนมีเพดานประสิทธิภาพจริงที่ 29.4% ไม่ใช่ 33% อย่างที่มักอ้าง

บทความและใบเสนอราคาจำนวนมากอ้าง “ขีดจำกัดทางทฤษฎี Shockley-Queisser” ของซิลิคอนไว้ที่ 33.7% ตัวเลขนั้นคลาดเคลื่อน — 33.7% คือจุดสูงสุดของกราฟ Shockley-Queisser ซึ่งเกิดที่ bandgap ราว 1.34 eV ไม่ใช่ bandgap ของซิลิคอนที่ 1.12 eV สำหรับเซลล์ซิลิคอนรอยต่อเดี่ยวโดยเฉพาะ ขีดจำกัด Shockley-Queisser ที่แท้จริงคือ 33% (เซลล์) (ที่ 1-sun AM1.5) และตัวเลขนี้เองก็ยังเป็นค่าในอุดมคติที่นับเฉพาะการรวมตัวประจุแบบแผ่รังสี (radiative recombination) เท่านั้น

เมื่อคิดรวมกลไกการรวมตัวประจุแบบ Auger ซึ่งเป็นการสูญเสียที่เกิดขึ้นจริงในซิลิคอนแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ (bandgap แบบ indirect และอัตราการรวมตัวภายในเนื้อวัสดุเอง) เพดานที่แท้จริงของเซลล์ซิลิคอนรอยต่อเดี่ยวลดลงเหลือ 29.4% (เซลล์) — นี่คือตัวเลขที่ควรใช้อ้างอิงเวลาพูดถึง “ขีดจำกัดทางทฤษฎีของซิลิคอน” ไม่ใช่ 33% หรือ 33.7% (Glunz, Becquerel Prize presentation, 2014, สไลด์ 8 และ 23; ตัวเลขอ้างอิงงานตีพิมพ์ของ Richter, Hermle, Glunz, IEEE J. Photovolt. 2013)

“Shockley, Queisser (1961) = 33% (AM1.5) · Theoretical efficiency limit for silicon (taking actual Auger model into account) = 29.4%”

S. Glunz (Fraunhofer ISE), Becquerel Prize presentation, 24 ก.ย. 2014, สไลด์ 8

ที่มาของตัวเลข 29.4% ทั้งสองส่วน (การหักลบจาก 33% ไปเหลือ 29.4%) มีที่มาจากฟิสิกส์สถานะของแข็งที่ลึกกว่าที่บทความนี้จะอธิบายได้ครบ — การไล่สมการฉบับเต็มจะอยู่ในบทความแยกต่างหากที่เจาะจงเรื่องฟิสิกส์เซลล์แสงอาทิตย์โดยเฉพาะ ซึ่งยังไม่เผยแพร่ ณ วันที่เขียนบทความนี้

แต่ละสถาปัตยกรรมมีเพดานเชิงพาณิชย์ของตัวเอง ไม่ใช่ขีดจำกัดทางฟิสิกส์คนละชุด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการพูดว่า PERC, TOPCon หรือ Back Contact แต่ละแบบมี “ขีดจำกัดทางทฤษฎี” ของตัวเอง — ในทางฟิสิกส์ไม่มีเรื่องแบบนั้น ทุกสถาปัตยกรรมที่เป็นเซลล์ซิลิคอนรอยต่อเดี่ยวอยู่ใต้เพดานเดียวกันคือ 29.4% (เซลล์) ที่อธิบายไปข้างต้น สิ่งที่ต่างกันจริงคือเพดานเชิงพาณิชย์/ปัจจุบัน ซึ่งถูกกำหนดโดยกลไกการสูญเสียเฉพาะของแต่ละโครงสร้าง เช่น เงาบดบังจากบัสบาร์โลหะด้านหน้า การรวมตัวประจุที่ขั้วสัมผัส หรือคุณภาพของชั้นพาสซิเวชัน — ไม่ใช่ฟิสิกส์คนละชุดกับซิลิคอน

นี่คือเหตุผลที่ Tandem สำคัญ ทางเดียวที่จะข้ามเพดาน 29.4% ไปได้คือการเพิ่มรอยต่อที่สอง (multi-junction) ให้กับเซลล์ ไม่ใช่การไล่ปรับกระบวนการผลิตให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่ PERC → TOPCon → BC ทำกันมา เพราะเป็นการเปลี่ยนฟิสิกส์พื้นฐานของอุปกรณ์ ไม่ใช่การลดการสูญเสียในโครงสร้างเดิม โครงสร้างหลายรอยต่อบนฐานซิลิคอนทำได้มากกว่าหนึ่งวิธี — การวางเซลล์ III-V (เช่น GaInP/GaAs) ไว้เหนือซิลิคอนก็ข้ามเพดานนี้ได้เช่นกัน แต่ต้นทุนสูงเกินกว่าจะใช้บนหลังคาทั่วไป — วิธีที่ใกล้เชิงพาณิชย์ที่สุดในเวลานี้คือการซ้อนชั้นเพอรอฟสไกต์ ซึ่งเป็นหัวข้อของหัวข้อถัดไป

ตัวเลขบนใบเสนอราคามักเป็นประสิทธิภาพเซลล์ ไม่ใช่แผงที่จะติดตั้งจริง

นี่คือกับดักที่ส่งผลต่อเงินในกระเป๋าคุณโดยตรง สถาบัน Fraunhofer ISE ระบุไว้ตรง ๆ ว่าประสิทธิภาพเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักของแผง (โมดูล) c-Si ทั้งตลาดโลกอยู่ที่ 22.7% ในไตรมาส 4/2567 (21.6% ในไตรมาส 4/2566) โดยแผงที่มีประสิทธิภาพต่ำสุดในกลุ่มอยู่ที่ 18.9% และสูงสุดอยู่ที่ 24.8% ผู้ผลิต 10 อันดับแรกครองส่วนแบ่งการส่งมอบราว 85% ของตลาดในปี 2567 (Fraunhofer ISE, Photovoltaics Report, หน้า 34) ขอบเขตของตัวเลขชุดนี้ต้องระบุให้ชัด: Fraunhofer สำรวจเฉพาะแผงของผู้ผลิต 10 อันดับแรกที่มีดาต้าชีตเผยแพร่ทั่วโลก ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2568 ไม่ใช่ทุกรุ่นที่มีขายบนโลก ดังนั้นข้อสรุปที่ถูกต้องคือ ในกลุ่มที่ครองการส่งมอบราว 85% ของตลาด ไม่มีแผง (โมดูล) รุ่นใดทำประสิทธิภาพเกิน 24.8% — ยังต่ำกว่าตัวเลข 25-29% ที่หลายแหล่งใช้เรียก BC และ Tandem ว่าเป็นค่า “เชิงพาณิชย์” อยู่มาก

สาเหตุคือตัวเลข 25-29% เหล่านั้นเป็นประสิทธิภาพระดับเซลล์ ไม่ใช่แผง (โมดูล) เซลล์เดี่ยวที่วัดในห้องแล็บไม่มีช่องว่างระหว่างเซลล์ ไม่มีเฟรมอะลูมิเนียมกินพื้นที่ ไม่มีการสะท้อนที่ผิวกระจกหน้า และไม่มีความสูญเสียความต้านทานจากริบบอนที่เชื่อมเซลล์เข้าด้วยกัน จึงมีประสิทธิภาพสูงกว่าแผงที่ประกอบเสร็จเสมอ (ส่วนต่างนี้เรียกว่า cell-to-module loss) — Fraunhofer เขียนไว้ในรายงานฉบับเดียวกันว่า “n-type TopCon and Heterojunction replaces p-type PERC technology” ซึ่งสนับสนุนภาพรวมของบทความนี้โดยตรง แต่ไม่ได้แปลว่าตัวเลขประสิทธิภาพเซลล์ของ TOPCon หรือ HJT เท่ากับตัวเลขแผงที่จะติดหลังคาคุณ

ข้อควรระวังเรื่องความสดของข้อมูล: ตัวเลขแผง (โมดูล) 22.7%/18.9-24.8% มาจากข้อมูลไตรมาส 4/2567 (วันที่ข้อมูล ก.ย. 2568) ส่วนตัวเลขสถิติโลกระดับเซลล์ในตารางถัดไปมาจาก Solar Cell Efficiency Tables ฉบับที่ 68 (ข้อมูล มิ.ย. 2569) — เป็นแหล่งข้อมูลคนละชุดคนละวันที่ ไม่ควรนำมาเทียบกันตรง ๆ โดยไม่ระบุที่มา

สถาปัตยกรรมประสิทธิภาพแผง (โมดูล) เชิงพาณิชย์หมายเหตุ
P-type PERCอยู่ในช่วงล่างถึงกลางของตลาดโมดูล c-Si รวม 18.9-24.8% (เฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 22.7%)ไม่มีตัวเลขแผงแยกเฉพาะ PERC จากตัวเลขตลาดรวม c-Si
N-type TOPConอยู่ในช่วงบนของตลาดเดียวกัน สถิติแผงระดับห้องแล็บ 25.58% (JinkoSolar, รับรองโดย TÜV SÜD)25.58% เป็นสถิติ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานที่วางขายทั่วไป
N-type HJT21.6-22.8%ตัวเลขแผงจริงจากดาต้าชีต REC Alpha Pure-RX โดยตรง
N-type BC (HPBC/IBC)ไม่พบตัวเลขแผงเฉพาะรุ่นที่เปิดอ่านจากแหล่งปฐมภูมิได้ในรอบนี้ควรขอดาต้าชีตระดับแผงจากผู้ขายโดยตรง ไม่ใช่ตัวเลขเซลล์บนโบรชัวร์
Tandem Si-Perovskiteเป้าหมายเชิงพาณิชย์ของ Oxford PV คือ 25-27% ภายในปี 2027ยังไม่วางขายเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ณ วันที่เขียนบทความนี้

ตารางสรุป: ประสิทธิภาพระดับแผง (โมดูล) เชิงพาณิชย์ตามสถาปัตยกรรม ข้อมูล Q4-2024 (ก.ย. 2568) เว้นแต่ระบุไว้เป็นอื่นในตาราง

ในทางกลับกัน สถิติโลกที่สื่อพลังงานชอบพาดหัวเกือบทั้งหมดเป็นตัวเลขระดับเซลล์ ไม่ใช่แผง — บันทึกจาก Solar Cell Efficiency Tables ฉบับที่ 68 (ข้อมูล มิ.ย. 2569) ที่ผ่านการรับรองจากห้องแล็บอิสระ:

สถาปัตยกรรมสถิติโลกระดับเซลล์หมายเหตุ
P-type PERCไม่มีสถิติเซลล์ที่ยืนยันได้จากแหล่งปฐมภูมิในรอบการค้นคว้านี้พบเพียงตัวเลข ~24% ผ่านแหล่งรอง ไม่นำมาใช้
N-type TOPCon27.02% (ห้องแล็บ) / 26.66% (เวเฟอร์ขนาดอุตสาหกรรม M10)JinkoSolar รับรองโดยหน่วยงานตรวจสอบอิสระ
N-type BC28.1% (140 ตร.ซม. วัดแบบ masked)LONGi, บันทึกใน Version 68
N-type HJTยังไม่มีสถิติ “HJT ล้วน” ที่แยกจาก BC ได้ชัดเจนสถิติปัจจุบัน 27.09-27.3% เป็นเซลล์ไฮบริด HJT+BC (HBC) ของ LONGi รับรองโดย ISFH เยอรมนี
Si-Perovskite Tandem35.2% (1 ตร.ซม.) / 34.3% (261 ตร.ซม.) / 31.1% (โมดูลทดสอบขนาดเล็ก 1,601 ตร.ซม.)LONGi ประกาศเองว่าทำได้ 35.5% ระดับเซลล์เช่นกัน แต่ยังไม่ถูกบันทึกในตารางฉบับทางการ

ตารางสรุป: สถิติโลกระดับเซลล์ (คนละหน่วยวัดกับตารางแผงด้านบน) จาก pv magazine, Version 68 และ Hanwha Qcells เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569

ตัวเลข 31.1% ในแถวสุดท้ายเป็นค่าของ “โมดูลทดสอบ” ขนาด 1,601 ตร.ซม. ไม่ใช่แผงรูปแบบมาตรฐานที่ติดหลังคาบ้าน (ขนาดจริงมักเกิน 2 ตร.ม.) — อย่าปนกับตัวเลขแผงเชิงพาณิชย์ในตารางแรก คนละมาตราส่วน คนละความหมาย และ Hanwha Qcells ยังทำสถิติแยกที่ระดับเวเฟอร์อุตสาหกรรมมาตรฐาน M10 (330.56 ตร.ซม., ระดับเซลล์) ได้ 28.6% ซึ่งยืนยันไม่เปลี่ยนแปลงจากที่ประกาศเมื่อ 19 ธันวาคม 2567 และรับรองโดย CalLab ที่ Fraunhofer ISE เอง

TOPCon ครองตลาดได้เพราะกันโลหะไม่ให้แตะซิลิคอน โดยไม่ต้องทิ้งสายการผลิตเดิม

จุดที่เซลล์ซิลิคอนสูญเสียประจุหนักที่สุดจุดหนึ่งคือบริเวณที่โลหะสัมผัสเนื้อซิลิคอนโดยตรง ตรงรอยสัมผัสนั้นโครงผลึกถูกตัดขาดและเหลือพันธะค้าง (dangling bond) จำนวนมาก ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดรวมตัวประจุชั้นดี ประจุที่เพิ่งถูกแสงกระตุ้นขึ้นมาจึงหายไปตรงนั้นก่อนจะได้ไหลออกไปเป็นกระแส TOPCon (Tunnel Oxide Passivated Contact) แก้ปัญหานี้ตรงจุด ด้วยการไม่ให้โลหะแตะซิลิคอนอีกต่อไป — แทรกชั้นซิลิคอนไดออกไซด์ (SiO₂) หนาเพียง 1-2 นาโนเมตรคั่นไว้ที่ด้านหลังเซลล์ แล้ววางชั้นโพลีซิลิคอนที่เจือสารเข้มข้น (n+ poly-Si) ทับก่อนจะต่อกับโลหะ

คำถามที่ตามมาทันทีคือ ถ้าเอาฉนวนไปคั่นไว้แล้วกระแสไฟฟ้าออกมาได้อย่างไร คำตอบอยู่ที่ความบางระดับอะตอมของชั้นนั้น — บางพอที่อิเล็กตรอนจะทะลุผ่านด้วยปรากฏการณ์ควอนตัม (quantum tunneling) ข้ามไปได้ ขณะเดียวกันชั้นโพลีซิลิคอนที่เจือสารเข้มข้นด้านบนทำให้บริเวณนั้นมีอิเล็กตรอนหนาแน่นมากและมีโฮลอยู่น้อยมาก ผลรวมคือขั้วสัมผัสที่นำอิเล็กตรอนได้ดีมาก แต่นำโฮลได้แย่มาก พูดให้ตรงกว่านั้นคือ มันไม่ใช่กำแพงที่ปิดตายไม่ให้โฮลผ่าน แต่เป็นความต่างของความนำไฟฟ้าระหว่างประจุสองชนิด ที่มากพอจนประจุถูกคัดแยกไปคนละทางได้เอง นี่คือความหมายของคำว่า passivating contact และเป็นที่มาของค่า Voc ที่สูงกว่า PERC

เหตุผลที่ TOPCon กลายเป็นกระแสหลักแทนที่จะเป็นเทคโนโลยีเฉพาะกลุ่ม ไม่ได้อยู่ที่ฟิสิกส์อย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างนี้เพิ่มเข้าไปในสายการผลิต PERC เดิมได้ โดยไม่ต้องรื้อทั้งสาย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่หัวข้อถัดไปจะเทียบให้เห็นชัดว่าต่างจาก HJT อย่างไร

HJT ยังไม่ใช่กระแสหลัก เพราะต้องลงทุนสายการผลิตใหม่ทั้งสาย

HJT (Heterojunction) วางชั้นซิลิคอนอสัณฐาน (a-Si:H) บางมากไว้ทั้งสองด้านของเวเฟอร์ ชั้นที่ทำงานหนักที่สุดคือชั้นที่ไม่เจือสาร (intrinsic a-Si:H) ซึ่งเข้าไปปิดพันธะค้างบนผิวซิลิคอนด้วยไฮโดรเจน ลดการรวมตัวประจุที่ผิวลงได้มาก — เป็นที่มาของค่า Voc ที่สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของ HJT และเป็นกลไกเดียวกันกับที่ทำให้ HJT ได้ค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิดีที่สุดในตารางถัดไป ส่วนการที่โครงสร้างสมมาตรทั้งสองด้านทำให้เซลล์รับแสงได้สองหน้าโดยธรรมชาติ (bifacial by construction) นั้นเป็นผลพลอยได้ของสถาปัตยกรรมนี้ ไม่ใช่เป้าหมายหลักของมัน — ดาต้าชีตของ REC Alpha Pure-RX ยืนยันโครงสร้างนี้ตรง ๆ (“88 half-cut bifacial REC heterojunction cells, with gapless technology”) แต่ REC ไม่ได้พิมพ์ตัวเลข bifaciality เป็นเปอร์เซ็นต์ไว้บนดาต้าชีตฉบับนี้ จึงยังไม่มีตัวเลขที่ยืนยันได้จากแหล่งปฐมภูมิให้ใช้ในบทความนี้

เหตุผลที่ HJT ยังครองส่วนแบ่งตลาดโลกเพียงเล็กน้อย — Fraunhofer ISE เปิดผลสำรวจ ITRPV ที่แสดงว่า Si-Heterojunction กินส่วนแบ่งตลาด c-Si โลกเพียงราว 3-5% ในปี 2567 ขณะที่กลุ่ม PERC/TOPCon รวมกันครองเกิน 90% (Fraunhofer ISE, Photovoltaics Report, หน้า 29) — ไม่ใช่เพราะประสิทธิภาพด้อยกว่า แต่เพราะอุปสรรคด้านเงินลงทุน สายการผลิต TOPCon ปรับต่อยอดจากสายการผลิต PERC เดิมได้ด้วยเงินลงทุนค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ HJT ใช้กระบวนการ PECVD/PVD ที่ต้องสร้างสายการผลิตใหม่ทั้งสาย ไม่มีเตาอบแพร่สาร (diffusion furnace) แบบเดิมให้ต่อยอด ข้อจำกัดยังไล่ต่อไปถึงวัสดุด้วย ชั้น a-Si:H เสียสภาพเมื่อโดนความร้อนสูง กระบวนการผลิต HJT ทั้งสายจึงต้องทำที่อุณหภูมิต่ำกว่าเตาแพร่สารของ PERC/TOPCon มาก และนั่นบังคับให้ต้องใช้เพสต์เงินชนิดที่บ่มได้ที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งมีราคาสูงกว่าเพสต์เงินชนิดเผาที่อุณหภูมิสูงที่ PERC/TOPCon ใช้ — ลำดับเหตุผลนี้เป็นความรู้พื้นฐานในวิศวกรรมกระบวนการผลิต PV แต่บทความนี้จะไม่ระบุตัวเลขอุณหภูมิ ต้นทุน หรือจำนวนขั้นตอนที่แน่นอน เพราะไม่พบแหล่งปฐมภูมิที่เปิดอ่านได้ในรอบการค้นคว้านี้

Back Contact สวยที่สุดแต่ไม่ได้ bifacial เท่ากันทุกรุ่น

Back Contact (รวม IBC, TBC, HPBC) ย้ายบัสบาร์และนิ้วรับประจุโลหะทั้งหมดไปไว้ด้านหลังแผง หน้าแผงจึงไม่มีเงาบดบังจากโลหะเลยและได้ลุคสีดำล้วนที่นิยมในงานสถาปัตยกรรม แต่โครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าก็มีราคาที่ต้องจ่ายจริง — โดยทั่วไป BC มีขั้นตอนการผลิตมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับ TOPCon และต้นทุนก็สูงกว่าตามไปด้วย แต่บทความนี้จะไม่ระบุจำนวนขั้นตอนหรือส่วนต่างราคาเป็นตัวเลข เพราะแหล่งเดียวที่พบตัวเลขเหล่านั้นคือหน้าเว็บสินค้าของผู้ผลิตรายหนึ่ง ไม่ใช่แหล่งข้อมูลปฐมภูมิระดับอุตสาหกรรม

ประเด็นที่ผู้ซื้อควรรู้มากกว่าคือ BC ไม่ได้เป็นแผงรับแสงสองหน้า (bifacial) เสมอไป ดาต้าชีตของ LONGi Hi-MO X10 Explorer ที่เปิดอ่านโดยตรงในรอบนี้ระบุกระจกด้านหลังเป็น “single glass” และไม่มีตัวเลข bifaciality พิมพ์ไว้เลย — เป็น BC รุ่นรับแสงหน้าเดียวโดยตั้งใจ ซึ่งเหมาะกับหลังคาบ้านทั่วไปที่ไม่มีแสงสะท้อนด้านหลังอยู่แล้ว ส่วนรุ่น HPBC 2.0 ที่ใหม่กว่าของ LONGi เอง อ้างในสื่อการตลาดว่าให้ “rear-side performance ratio” ราว 75% — ตัวเลขนี้ยังไม่ได้เปิดอ่านจากแหล่งปฐมภูมิในรอบนี้ จึงนำมาเล่าเป็นข้อมูลจากผู้ผลิตเอง ไม่ใช่ตัวเลขยืนยัน สรุปคืออย่าสรุปแบบเหมารวมว่า BC ทุกรุ่นเป็น bifacial หรือทุกรุ่นเป็น monofacial — ต้องถามรุ่น (SKU) เจาะจงจากใบเสนอราคาเสมอ

ค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิสำคัญกว่าตัวเลขบนสเปคชีตสำหรับหลังคาไทย

ทุกสเปคชีตแผงระบุประสิทธิภาพที่เงื่อนไขทดสอบมาตรฐาน (STC) คือ 25°C แต่หลังคาในไทยแทบไม่เคยอยู่ที่ 25°C ตลอดวัน เพราะรับแดดตรงและมีการระบายความร้อนใต้แผงจำกัด แผงทุกแผ่นจึงสูญเสียกำลังไฟฟ้าตามค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิ (temperature coefficient, Pmax) ทุกองศาที่ร้อนเกิน 25°C — และนี่คือตัวเลขที่มีผลต่อพลังงานที่ผลิตได้จริงในไทยมากกว่าเปอร์เซ็นต์ประสิทธิภาพเฉย ๆ บนสเปคชีต ตัวเลขทั้งสี่ด้านล่างยืนยันจากดาต้าชีตผู้ผลิตโดยตรงทั้งหมด

สถาปัตยกรรมค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิ (Pmax)ความสามารถรับแสงสองหน้า (Bifaciality)แหล่งดาต้าชีต
P-type PERC−0.34%/°C70±5%Saatvik Green Energy SGE-144 MBHC
N-type TOPCon−0.29%/°C80±5%Trina Solar Vertex N TSM-NEG19RC.20
N-type HJT−0.24%/°C (ดีที่สุด)bifacial โดยโครงสร้าง ไม่มีตัวเลข % บนดาต้าชีตREC Alpha Pure-RX
N-type BC (HPBC 2.0)−0.26%/°Cขึ้นกับรุ่น (ดูหมายเหตุด้านบน)LONGi Hi-MO X10 Explorer

ตารางสรุป: ค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิและอัตราการรับแสงสองหน้า ยืนยันจากดาต้าชีตผู้ผลิตโดยตรงทั้งสี่รายการ เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569

ส่วนต่างระหว่างสัมประสิทธิ์ที่ดีที่สุด (HJT −0.24%/°C) กับแย่ที่สุด (PERC −0.34%/°C) คือ 0.10 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อทุก 1°C ที่แผงร้อนเกิน 25°C ฟังดูเล็ก แต่เป็นการสูญเสียที่สะสมทุกชั่วโมงกลางแดดตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี ไม่ใช่ค่าที่เกิดครั้งเดียวแล้วจบ ยิ่งแผงร้อนนานและร้อนสูงเท่าไหร่ ส่วนต่างนี้ก็ยิ่งแปลงเป็นหน่วยไฟฟ้าที่หายไปจริงมากขึ้นเท่านั้น เอกสารปฐมภูมิเฉพาะสภาพภูมิอากาศไทยที่ยืนยันอุณหภูมิแผงหรือพลังงานที่สูญเสียจริงยังไม่สามารถเปิดอ่านได้ในรอบการค้นคว้านี้ (ถูกบล็อกการเข้าถึงจากทุกช่องทางที่ลอง) จึงยังไม่มีตัวเลขอุณหภูมิหรือหน่วยไฟฟ้าที่ยืนยันได้ให้ใส่ในย่อหน้านี้ — ข้อสรุปข้างต้นเป็นการให้เหตุผลเชิงวิศวกรรมจากค่าสัมประสิทธิ์ที่มีอยู่ ไม่ใช่การวัดผลจริงในสนาม

ผู้ผลิตที่ใช้อ้างอิงค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิในตารางข้างต้นเข้าถึงได้จริงจากฝั่งไทย — Trina Solar มีฐานการผลิตในประเทศไทย ส่วนดาต้าชีต LONGi ที่ใช้ในรอบนี้เข้าถึงผ่านผู้จัดจำหน่ายในไทย ทั้งสองรายอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน PV ที่กระจุกตัวในจีนเกิน 80% ทุกขั้นตอนการผลิต ตามที่อธิบายไว้ใน ห่วงโซ่อุปทาน PV โลกและเกณฑ์ผู้ผลิต Tier 1 ส่วนสัดส่วนของแต่ละสถาปัตยกรรมที่ขายจริงในตลาดไทยนั้น ยังไม่พบข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิที่อ้างอิงได้ บทความนี้จึงไม่ระบุตัวเลขส่วนแบ่งในประเทศ

การเพิ่มรอยต่อที่สองคือทางเดียวที่จะทะลุเพดาน 29.4% และเพอรอฟสไกต์คือตัวเลือกที่ใกล้ตลาดที่สุด

Tandem วางเซลล์เพอรอฟสไกต์ที่ปรับ bandgap ให้กว้างขึ้น (1.7-1.8 eV) ไว้ชั้นบนเพื่อดักแสงคลื่นสั้น (ฟ้า/UV) และปล่อยแสงคลื่นยาว (แดง/อินฟราเรด) ทะลุลงไปให้เซลล์ซิลิคอน (1.12 eV) ด้านล่างดักจับต่อ — เป็นการเปลี่ยนฟิสิกส์จากรอยต่อเดี่ยวเป็นสองรอยต่อ จึงข้ามเพดาน 29.4% ของซิลิคอนล้วนได้จริง ข้อแลกเปลี่ยนทางวิศวกรรมที่ตามมาคือ เซลล์สองชั้นนี้ต่ออนุกรมกันอยู่ กระแสของทั้งอุปกรณ์จึงถูกจำกัดด้วยชั้นที่ผลิตกระแสได้น้อยกว่า ผู้ผลิตต้องปรับความหนาและค่า bandgap ของชั้นบนให้ผลิตกระแสได้ใกล้เคียงกับชั้นซิลิคอนด้านล่าง (current matching) ไม่เช่นนั้นประสิทธิภาพรวมจะตกลงมาตามชั้นที่อ่อนกว่า สถิติโลกระดับเซลล์ (Version 68, ข้อมูล มิ.ย. 2569) อยู่ที่ 35.2% บนพื้นที่ 1 ตร.ซม. และ 34.3% บนพื้นที่ใหญ่ขึ้น 261 ตร.ซม. — LONGi เองประกาศตัวเลขระดับเซลล์ 35.5% ราวกลางเดือนกรกฎาคม 2569 แต่ตัวเลขนั้นยังไม่ถูกบันทึกในตารางฉบับทางการฉบับใด ณ วันที่เขียนบทความนี้ จึงยังไม่ควรถือเป็นสถิติที่ยืนยันแล้ว

ความคืบหน้าที่น่าสนใจกว่าตัวเลขประสิทธิภาพคือความทนทาน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Nature ปี 2569 พัฒนาเซลล์ tandem แบบยืดหยุ่นได้ (flexible perovskite-silicon tandem) ที่ประสิทธิภาพระดับเซลล์ 33.6% ทนต่อการโค้งงอได้ถึง 5,000 รอบ โดยคงประสิทธิภาพไว้ 91% หลังการโค้งงอ และคงไว้ 90% หลังผ่านการทดสอบความชื้นสูงต่อเนื่อง 1,000 ชั่วโมง (Wang, Li, Yu et al., Nature 649, 2569) บทคัดย่อที่เปิดอ่านได้ไม่ได้ระบุรายละเอียดสูตรเคมีของเพอรอฟสไกต์ที่ใช้ ฉบับเต็มอยู่หลัง paywall ที่ยังไม่ได้เปิดอ่านในรอบนี้ บทความนี้จึงไม่ระบุชนิดสารเคมีเฉพาะเจาะจง

ด้านความพยายามเชิงพาณิชย์ Oxford PV ให้สัมภาษณ์ว่ากำลังผลักดันแผง (โมดูล) tandem ประสิทธิภาพ 25-27% ร่วมกับพันธมิตรผู้ผลิตภายนอก ตั้งเป้าวางจำหน่ายราวปี 2027 พร้อมเป้าหมายอายุการใช้งาน 20 ปีเทียบเท่าแผงซิลิคอนทั่วไป (pv magazine, สัมภาษณ์ CEO David Ward) ตัวเลข 25-27% นี้คือเป้าหมายระดับแผง (โมดูล) ไม่ใช่เซลล์ในห้องแล็บ แต่ก็ยังเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่สินค้าที่วางขายเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ณ วันที่เขียนบทความนี้

สรุปเชิงวิศวกรรม

ซิลิคอนรอยต่อเดี่ยวมีเพดานประสิทธิภาพทางฟิสิกส์ที่แท้จริงอยู่ที่ 29.4% (เซลล์) (ไม่ใช่ 33% หรือ 33.7% ที่มักอ้างผิดบริบท) และ PERC, TOPCon, HJT, BC ล้วนแข่งกันไต่เพดานเชิงพาณิชย์คนละระดับใต้ตัวเลขนั้น ไม่ใช่ขีดจำกัดทางฟิสิกส์คนละชุด มีแต่ Tandem ซิลิคอน-เพอรอฟสไกต์เท่านั้นที่เปลี่ยนฟิสิกส์พื้นฐานเพื่อทะลุผ่าน 29.4% ได้จริง (สถิติเซลล์ 35.2%, Version 68) เมื่อเปรียบเทียบราคาที่ต้องจ่าย สิ่งที่ควรถามผู้ขายไม่ใช่ “ประสิทธิภาพกี่เปอร์เซ็นต์” เฉย ๆ แต่ต้องถามว่า “ตัวเลขนั้นเป็นเซลล์หรือแผง” เพราะตลาดแผง c-Si เชิงพาณิชย์ทั้งหมดเฉลี่ยเพียง 22.7% (สูงสุด 24.8%) ต่ำกว่าตัวเลขเซลล์ที่มักถูกยกมาเทียบมาก สำหรับหลังคาไทยที่ร้อนแทบตลอดวัน ค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิมีน้ำหนักต่อพลังงานจริงมากกว่าเปอร์เซ็นต์บนสเปคชีต — HJT ทำได้ดีที่สุดที่ −0.24%/°C ตามด้วย BC ที่ −0.26%/°C, TOPCon ที่ −0.29%/°C และ PERC ที่ −0.34%/°C คู่มือการเลือกแผงฉบับเต็มอ่านต่อได้ที่ วิธีเลือกแผงโซล่าเซลล์ให้คุ้มค่า

ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 — สถิติโลกระดับเซลล์และตัวเลขเชิงพาณิชย์ในบทความนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ควรตรวจสอบสถานะล่าสุดกับแหล่งข้อมูลต้นทางก่อนใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยเฉพาะตัวเลข 35.5% ของ LONGi ที่ยังรอการบันทึกในตารางฉบับทางการ

อ้างอิง

  1. Fraunhofer Institute for Solar Energy Systems ISE — Photovoltaics Report (อัปเดต 14 ก.ค. 2569). ise.fraunhofer.de — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569
  2. REC Group — “REC Alpha Pure-RX 450-470W” (เอกสารข้อมูลจำเพาะสินค้า, HJT). recgroup.com — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569
  3. Trina Solar — “Vertex N TSM-NEG19RC.20 605-630W N-type i-TOPCon” (เอกสารข้อมูลจำเพาะสินค้า). static.trinasolar.com — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569
  4. Saatvik Green Energy — “Bifacial Mono PERC 144 Cells SGE-144 MBHC 525-550Wp” (เอกสารข้อมูลจำเพาะสินค้า, มิเรอร์ผ่าน uslpv.com). uslpv.com — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569
  5. LONGi — “Hi-MO X10 630-650 LR7-72HVH Explorer” (เอกสารข้อมูลจำเพาะสินค้า, เข้าถึงผ่านผู้จัดจำหน่าย nastechsolar.com). nastechsolar.com — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569
  6. Hanwha Qcells — “Qcells Achieves World Record Efficiency for Commercially Scalable Perovskite-Silicon Tandem Solar Cell” (ข่าวประชาสัมพันธ์, 19 ธ.ค. 2567). hanwha.com — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569
  7. pv magazine — “JinkoSolar achieves record-breaking 26.66% efficiency for TOPCon solar cell based on M10-size wafer” (25 ก.พ. 2569). pv-magazine.com — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569
  8. pv magazine — “All solar cell efficiencies at a glance – updated” (รายงานผล Solar Cell Efficiency Tables Version 68, 8 มิ.ย. 2569). pv-magazine.com — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569
  9. pv magazine — “Oxford PV targets 20-year lifetime for perovskite-silicon tandem modules by 2028” (สัมภาษณ์ CEO David Ward, 16 ม.ค. 2569). pv-magazine.com — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569
  10. Wang, S., Li, W., Yu, C. et al. — “Flexible perovskite/silicon tandem solar cells with 33.6% efficiency.” Nature 649, 59-64 (2026). DOI: 10.1038/s41586-025-09849-4. บทคัดย่อเปิดอ่านผ่าน pubmed.ncbi.nlm.nih.gov — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569 (ฉบับเต็มอยู่หลัง paywall ที่ nature.com ไม่ได้เปิดอ่าน)
  11. Green, M.A. et al. — “Solar Cell Efficiency Tables (Version 67).” Progress in Photovoltaics, JRC institutional repository record. publications.jrc.ec.europa.eu — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569 (ยืนยันข้อมูลบรรณานุกรมเท่านั้น ฉบับเต็มอยู่หลัง paywall ของ Wiley)
  12. Richter, A., Hermle, M., Glunz, S.W. — “Reassessment of the Limiting Efficiency for Crystalline Silicon Solar Cells.” IEEE Journal of Photovoltaics 3(4), 1184-1191 (2013). อ้างอิงยืนยันผ่านบทความ open-access ที่อ้างถึงงานนี้: pmc.ncbi.nlm.nih.gov — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569
  13. Glunz, S.W. (Fraunhofer ISE) — “Crystalline Silicon Solar Cells – Towards the Limit and Beyond” (การบรรยายรับรางวัล Becquerel Prize, 24 ก.ย. 2014), สไลด์ที่ 8 และ 23. becquerel-prize.org — เข้าถึงเมื่อ 1 ส.ค. 2569 — แหล่งอ้างอิงหลักของตัวเลข 29.4% (ขีดจำกัด Auger ของซิลิคอน) และ 33% (ขีดจำกัด Shockley-Queisser ที่ bandgap 1.12 eV ของซิลิคอน)

คำถามที่พบบ่อย

ตัวเลขประสิทธิภาพ 25-29% บนใบเสนอราคาคือประสิทธิภาพแผงจริงหรือไม่

ส่วนใหญ่ไม่ใช่ ตัวเลขนั้นมักเป็นประสิทธิภาพระดับเซลล์ในห้องแล็บ ไม่ใช่แผง (โมดูล) ที่ประกอบเสร็จ ตลาดแผง c-Si เชิงพาณิชย์ทั้งหมดเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักเพียง 22.7% และสูงสุดอยู่ที่ 24.8% เท่านั้น (ข้อมูล Q4-2024) ควรถามผู้ขายเสมอว่าตัวเลขที่ให้มาเป็นเซลล์หรือแผง

ทำไมซิลิคอนมีเพดานประสิทธิภาพแค่ 29.4% ทั้งที่มักได้ยินตัวเลข 33% หรือ 33.7%

33% คือขีดจำกัด Shockley-Queisser ของเซลล์ซิลิคอนรอยต่อเดี่ยวที่ bandgap 1.12 eV ซึ่งเป็นค่าในอุดมคติที่นับเฉพาะการรวมตัวประจุแบบแผ่รังสี เมื่อคิดรวมกลไกการรวมตัวประจุแบบ Auger ที่เกิดขึ้นจริงในซิลิคอน เพดานจริงจะลดลงเหลือ 29.4% ส่วน 33.7% คือจุดสูงสุดของกราฟที่ bandgap ต่างออกไป (~1.34 eV) ไม่ใช่ค่าของซิลิคอน

PERC, TOPCon, HJT และ Back Contact มีขีดจำกัดทางทฤษฎีของตัวเองแยกกันหรือไม่

ไม่มี ทุกสถาปัตยกรรมที่เป็นเซลล์ซิลิคอนรอยต่อเดี่ยวอยู่ใต้เพดานฟิสิกส์เดียวกันคือ 29.4% สิ่งที่ต่างกันคือเพดานเชิงพาณิชย์ที่ถูกกำหนดโดยกลไกการสูญเสียเฉพาะของแต่ละโครงสร้าง ไม่ใช่ขีดจำกัดทางฟิสิกส์คนละชุด มีแต่ Tandem เท่านั้นที่เปลี่ยนฟิสิกส์พื้นฐานเพื่อทะลุ 29.4% ได้จริง

ทำไมค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิถึงสำคัญกับหลังคาในไทยเป็นพิเศษ

เพราะสเปคชีตวัดที่ 25°C แต่หลังคาไทยแทบไม่เคยอยู่ที่อุณหภูมินี้ตลอดวัน แผงจึงสูญเสียกำลังไฟฟ้าตามค่าสัมประสิทธิ์ทุกองศาที่ร้อนเกิน 25°C ส่วนต่างระหว่าง HJT (-0.24%/°C) กับ PERC (-0.34%/°C) คือ 0.10 จุดเปอร์เซ็นต์ต่อองศา ซึ่งสะสมเป็นพลังงานที่หายไปจริงตลอดอายุการใช้งาน 25 ปี ไม่ใช่แค่ตัวเลขในสเปคชีต

Back Contact เป็นแผงรับแสงสองหน้า (bifacial) เสมอหรือไม่

ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับรุ่น บาง SKU เช่น LONGi Hi-MO X10 Explorer เป็นกระจกเดี่ยวและรับแสงหน้าเดียวโดยตั้งใจ ขณะที่บางรุ่นใหม่กว่าอ้างว่ามีประสิทธิภาพรับแสงด้านหลังได้ระดับหนึ่ง ต้องถามรุ่นเจาะจงจากใบเสนอราคาเสมอ อย่าสรุปเหมารวมทั้งหมวดหมู่ BC

เซลล์แสงอาทิตย์ Tandem ซิลิคอน-เพอรอฟสไกต์วางขายเชิงพาณิชย์จริงแล้วหรือยัง

ยังไม่เต็มรูปแบบ ณ วันที่เขียนบทความนี้ Oxford PV ตั้งเป้าวางจำหน่ายแผง (โมดูล) ประสิทธิภาพ 25-27% ราวปี 2027 ส่วนสถิติโลกระดับเซลล์ 35.2% (Version 68) เป็นตัวเลขห้องแล็บ ไม่ใช่สินค้าที่วางขายทั่วไป

Leave a Comment