ข่าวต่างประเทศ

IEA ชี้อาเซียนต้องลงทุนกริดและแบตเตอรี่เพิ่มเกือบ 4 เท่า

25 ส.ค. 2569 ที่มา: International Energy Agency — Southeast Asia Energy Outlook 2026, 16 มิถุนายน 2569 โดย

International Energy Agency (IEA) ประเมินว่า หากอาเซียนเดินตามเป้าหมายพลังงานและภูมิอากาศที่ประกาศไว้ การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานต้องเพิ่มจาก 13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีในปัจจุบันเป็น 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีภายในปี 2593 หรือเกือบ 4 เท่า. สำหรับไทย ข้อสรุปที่ใช้ได้ไม่ใช่ “ต้องซื้อแบตเตอรี่ทันที” แต่คือการ ลงทุนกริดและแบตเตอรี่ ต้องเริ่มจากบทบาทต่อระบบไฟฟ้า—รับโซลาร์เพิ่ม ลดข้อจำกัดจุดเชื่อมต่อ หรือเลื่อนพลังงานไปใช้ในช่วงที่มีความต้องการสูง—ก่อนตัดสินใจขนาดอุปกรณ์. ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569

ลงทุนกริดและแบตเตอรี่ ไม่ใช่เพิ่มกำลังผลิตอย่างเดียว

รายงาน Southeast Asia Energy Outlook 2026 ระบุว่ากำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนของอาเซียนอยู่ที่ 120 GW ในปี 2567 และอาจเกือบเพิ่มเป็น 3 เท่าภายในปี 2578 ภายใต้นโยบายปัจจุบัน. เมื่อแสงอาทิตย์และลมมีสัดส่วนสูงขึ้น โครงข่ายส่งและจำหน่าย ระบบกักเก็บพลังงาน การตอบสนองด้านโหลด และการเดินเครื่องแหล่งผลิตเดิมอย่างยืดหยุ่น คือองค์ประกอบที่ทำให้ไฟฟ้ายังมั่นคง ไม่ใช่ส่วนเสริมที่ค่อยใส่ภายหลัง.

ตัวชี้วัดภูมิภาคIEA ระบุ
กำลังผลิตพลังงานหมุนเวียน120 GW ในปี 2567
แนวโน้มถึงปี 2578เกือบ 3 เท่า ภายใต้นโยบายปัจจุบัน
ลงทุนกริดและ storage13 → 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2593
การเชื่อมโยงข้ามพรมแดนต้องการราว 27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐถึงปี 2583
ตารางสรุป: ตัวเลขเป็นการวิเคราะห์ระดับอาเซียนของ IEA ไม่ใช่งบประมาณหรือเป้าหมายรายประเทศ

เงิน 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็น scenario ไม่ใช่งบที่อนุมัติแล้ว

ตัวเลข 50 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีเป็นการประเมินในกรณี Announced Pledges Scenario ของ IEA สำหรับปี 2593 ไม่ใช่โครงการที่รัฐบาลอาเซียนอนุมัติรวมกันแล้ว และไม่ใช่งบของไทย. ขณะเดียวกัน IEA ประเมินว่าการเชื่อมโยงไฟฟ้าข้ามพรมแดนตาม ASEAN Power Grid ต้องใช้เงินราว 27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐถึงปี 2583 เพื่อช่วยสมดุลอุปสงค์-อุปทานและรองรับพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค.

ไทยควรแปลบทเรียนเป็น “จุดคอขวด” ของโครงการ

รายงานนี้ไม่ได้เปลี่ยนกติกาการขอเชื่อมต่อหรือการซื้อขายไฟของไทย. แต่ช่วยตั้งคำถามที่ถูกต้องกับทุกโครงการ: ข้อจำกัดอยู่ที่สายส่ง สถานีไฟฟ้า ระบบจำหน่าย ช่วงเวลาผลิต หรือความต้องการใช้ไฟของลูกค้า? โซลาร์รูฟท็อปและโครงการ BESS จึงควรตรวจสอบ ขั้นตอนและข้อจำกัดการเชื่อมต่อกับ PEA/MEA ก่อน แล้วค่อยเลือกว่าจะใช้การบริหารโหลดหรือแบตเตอรี่เพื่อแก้ปัญหาส่วนใด.

BESS คุ้มเมื่อมีหน้าที่ต่อระบบที่วัดผลได้

สำหรับเจ้าของระบบและ EPC ความหมายเชิงวิศวกรรมคืออย่าตั้งขนาดแบตเตอรี่จากความจุของแผงเพียงอย่างเดียว. ต้องระบุให้ได้ว่าจะเลื่อนพลังงานไปช่วงใด ลด demand peak เท่าไร หรือจำกัดการส่งกลับผ่านจุดเชื่อมต่อเท่าไร แล้วจึงเปรียบเทียบ DC coupling กับ AC coupling และประเมินความปลอดภัยของระบบกักเก็บพลังงานตามการใช้งานจริง.

สรุปเชิงวิศวกรรม

IEA ไม่ได้บอกว่าแบตเตอรี่เป็นคำตอบเดียวของโซลาร์ แต่ชี้ว่าการเพิ่มกำลังผลิตต้องเดินคู่กับกริด storage และความยืดหยุ่นด้านโหลด. สำหรับไทย ข่าวนี้เป็นกรอบวิเคราะห์ที่มีน้ำหนักจากแหล่งปฐมภูมิระดับภูมิภาค แต่การลงทุนจริงยังต้องยึดเงื่อนไขเชื่อมต่อ ค่าไฟ สัญญา และข้อกำหนดของหน่วยงานไทยในแต่ละโครงการ.

อ้างอิง

Leave a Comment