ผู้ขายระบบจำนวนหนึ่งบอกลูกค้าว่าโซลาร์บนหลังคา ขายคาร์บอนเครดิตได้ ซึ่งไม่ผิด โครงการโซลาร์ขึ้นทะเบียน T-VER กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ได้จริง และระบบไม่เกิน 15 MW ยังได้รับการยกเว้นไม่ต้องพิสูจน์ Additionality ด้วย แต่ตัวเลขคือสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครบอกต่อ ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ อบก. ประกาศใช้ล่าสุดคือ 0.4021–0.4392 tCO2/MWh และราคาซื้อขายเครดิตจากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในตลาดไทยอยู่ที่ราว 61.43 บาทต่อตัน คูณกันแล้ว คาร์บอนเครดิตจากโซลาร์มีมูลค่าราว 2.5 สตางค์ต่อหน่วย เทียบกับค่าไฟที่ประหยัดได้ 4.84 บาทต่อหน่วย บทความนี้ตอบว่าระบบขนาดไหนที่ตัวเลขนี้ชนะค่าธรรมเนียมและค่าผู้ประเมินภายนอกได้ และขนาดไหนที่ไม่มีทางชนะ

ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2569 · หลักเกณฑ์ ค่าธรรมเนียม ค่า Emission Factor และราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตเปลี่ยนได้ ตรวจสอบกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) โทร. 02 141 9841-9 ก่อนตัดสินใจลงทุนพัฒนาโครงการ
ระบบขนาดไหนคุ้มที่จะขึ้นทะเบียน T-VER
คำถามนี้ตัดสินด้วยตัวเลขเดียว คือรายได้จากเครดิตต่อปีของระบบคุณ เทียบกับค่าทวนสอบที่ต้องจ่ายซ้ำทุกรอบ ตารางนี้คำนวณจากผลผลิต 1,400 หน่วยต่อ kWp ต่อปี ซึ่งเท่ากับราว 14,000 หน่วยต่อปีสำหรับบ้านที่ติด 10 kWp ค่า Emission Factor สำหรับไฟฟ้าที่ใช้เอง 0.4021 tCO2/MWh และราคา 61.43 บาทต่อตัน
| ระบบของคุณ | มูลค่าเครดิตต่อปี | ควรทำ T-VER หรือไม่ |
|---|---|---|
| บ้านอยู่อาศัย 5–10 kWp | ราว 170–350 บาท | ไม่คุ้ม ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนอย่างเดียวคือ 5,000 บาท |
| อาคารพาณิชย์หรือโรงงาน 100–500 kWp | ราว 3,500–17,000 บาท | ไม่คุ้ม ยังต่ำกว่าค่าผู้ประเมินภายนอกหนึ่งรอบ |
| โรงงานขนาดใหญ่ 1 MWp | ราว 34,600 บาท | ก้ำกึ่ง ได้คืนช้ากว่าที่คิด ดูหัวข้อค่าธรรมเนียม |
| ตั้งแต่ราว 1.9 MWp ขึ้นไป | ตั้งแต่ราว 65,000 บาท | เริ่มมีเหตุผลทางตัวเลข รายได้ต่อปีเริ่มกลบค่าทวนสอบหนึ่งรอบได้ |
| ผู้รับเหมาหรือ ESCO ที่รวมหลังคาหลายหลังเป็นโครงการเดียว | ขึ้นกับกำลังผลิตรวม | เป็นเส้นทางที่ใช้ได้จริง ระเบียบเปิดให้ทำแบบควบรวมและแบบแผนงาน |
ถ้าคุณอยู่สามแถวแรก ก็จบตรงนี้ได้ คาร์บอนเครดิตไม่ใช่เหตุผลที่จะติดหรือไม่ติดโซลาร์ และไม่ควรอยู่ในตารางคืนทุนของคุณเลย ให้กลับไปดู โซลาร์รูฟท็อปคุ้มไหม คืนทุน 5.9–12.3 ปี คำนวณจริง 2569 ซึ่งเป็นที่ที่ตัวเลขจริงของการลงทุนอยู่ ส่วนที่เหลือของบทความนี้เขียนสำหรับสองกลุ่ม คือคนที่กำลังพิจารณาโครงการระดับหลาย MW และคนที่อยากรู้ว่าทำไมมันถึงได้น้อยขนาดนี้ ทั้งที่ทุกคนพูดถึงคาร์บอนเครดิตกันมาก
คาร์บอนเครดิตจากโซลาร์มีมูลค่าราว 2.5 สตางค์ต่อหน่วย
ตัวเลขนี้มาจากการคูณกันของสองค่า และทั้งสองค่าเป็นค่าที่ อบก. หรือตลาดกำหนด ไม่ใช่ค่าที่ต่อรองได้ ค่าแรกคือ Emission Factor ที่แปลงหน่วยไฟฟ้าเป็นตันคาร์บอน ตามประกาศค่า Emission Factor ของ อบก. ที่ประกาศใช้วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 สำหรับโครงการ Standard T-VER ปี พ.ศ. 2566 มีสองค่าที่เกี่ยวกับโซลาร์ และใช้คนละกรณีกัน
| กรณี | พารามิเตอร์ | ค่า (tCO2/MWh) |
|---|---|---|
| ผลิตไฟขายเข้าระบบสายส่ง | EFEG_RE,PJ,y | 0.4392 |
| ผลิตไฟใช้เอง หรือขายตรงแบบ Private PPA | EFEC,PJ,y | 0.4021 |
ค่าที่สองคือ ราคาซื้อขาย ซึ่งเป็นจุดที่คนคาดผิดมากที่สุด คาร์บอนเครดิตไม่ได้มีราคาเดียว ราคาต่างกันตามประเภทโครงการมาก และเครดิตจากโซลาร์อยู่ในกลุ่มที่ราคาต่ำที่สุด ในสถิติการซื้อขายในประเทศครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2568 คือเดือนตุลาคม 2567 ถึงมีนาคม 2568 ราคาเฉลี่ยของเครดิตจากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ 61.43 บาทต่อตัน บนปริมาณซื้อขาย 18,034 tCO2eq ขณะที่ค่าเฉลี่ยรวมทุกประเภทในช่วงเดียวกันอยู่ที่ 144.28 บาทต่อตัน และเครดิตจากภาคป่าไม้อยู่ที่ 717.55 บาทต่อตัน เครดิตจากโซลาร์จึงซื้อขายกันที่ไม่ถึงหนึ่งในสิบของเครดิตป่าไม้ และไม่ใช่ประเภทที่ถูกที่สุดด้วย เครดิตจากโรงไฟฟ้าชีวมวลในช่วงเดียวกันอยู่ที่ 40.40 บาทต่อตัน บนปริมาณซื้อขาย 120,251 tCO2eq หรือราวเจ็ดเท่าของปริมาณเครดิตจากโซลาร์ ตัวเลขทั้งชุดนี้เป็นสถิติตลาดที่รายงานผ่านสื่อธุรกิจ ไม่ใช่ตัวเลขที่ อบก. เผยแพร่เอง และราคาคาร์บอนเครดิตเคลื่อนไหวได้มากในแต่ละช่วงเวลา

อัตราส่วนนี้คือใจความทั้งหมดของบทความ คาร์บอนเครดิตมีค่าราว 0.5% ของค่าไฟที่หน่วยเดียวกันนั้นประหยัดให้คุณอยู่แล้ว การใช้ไฟเองจึงยังเป็นตัวขับเคลื่อนความคุ้มค่าเพียงตัวเดียวของโซลาร์รูฟท็อป และไม่มีสถานการณ์ใดที่คาร์บอนเครดิตจะพลิกโครงการที่ไม่คุ้มให้คุ้มได้
ระบบไม่เกิน 15 MW ไม่ต้องพิสูจน์ Additionality
นี่คือข้อที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดในทางกลับกัน คือคิดว่าโซลาร์ที่คืนทุนเร็วอยู่แล้วจะถูกปฏิเสธเพราะพิสูจน์ Additionality ไม่ผ่าน สำหรับโครงการขนาดที่คนไทยติดกันจริง เรื่องนี้ไม่ถูกถามเลย หลักเกณฑ์การพิจารณา Positive List และการพิสูจน์ Additionality ของ อบก. แบ่งด้วยขนาดก่อน แล้วค่อยดูเทคโนโลยี
| ขนาดโครงการพลังงานหมุนเวียน | กำลังผลิตติดตั้งรวม | ต้องพิสูจน์ Additionality หรือไม่ |
|---|---|---|
| ขนาดเล็กมาก (Micro Scale) | ไม่เกิน 5 MW | ไม่ต้อง เข้าข่าย Positive List โดยอัตโนมัติ |
| ขนาดเล็ก (Small Scale) | ไม่เกิน 15 MW | ไม่ต้อง เข้าข่าย Positive List โดยอัตโนมัติ |
| ขนาดใหญ่ (Large Scale) | มากกว่า 15 MW | ต้องพิสูจน์ โดยแสดงว่าระยะเวลาคืนทุนมากกว่า 3 ปี |
เฉพาะโครงการเกิน 15 MW เท่านั้นที่ต้องดูรายการเทคโนโลยี และตรงนี้มีข้อที่ควรรู้ คือรายการ Positive List สำหรับโครงการขนาดใหญ่ระบุเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์ไว้เฉพาะของใหม่จริงๆ ได้แก่ Perovskite, Tandem Solar Cells, Full Spectrum Solar Cells และโซลาร์ที่ติดตั้งนอกชายฝั่งทะเล โซลาร์ฟาร์มผลึกซิลิคอนธรรมดาขนาดเกิน 15 MW จึงไม่เข้าข่าย และต้องกลับไปพิสูจน์ Additionality ด้วยเกณฑ์ระยะเวลาคืนทุนมากกว่า 3 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์เดียวที่ อบก. เขียนไว้เป็นตัวเลข

ข้อควรระวังของการรวมโครงการ คือ ถ้ารวมหลายพื้นที่แล้วกลายเป็นโครงการขนาดใหญ่ ต้องพิสูจน์ Additionality ในทุกพื้นที่ ไม่ใช่พิสูจน์รวมครั้งเดียว การรวมหลังคาเพื่อให้ปริมาณเครดิตมากพอจึงมีเพดานที่ 15 MW ก่อนที่ภาระเอกสารจะเปลี่ยนระดับ
ติดตั้งไปแล้วเกิน 3 ปี ขึ้นทะเบียนไม่ได้
ระเบียบคณะกรรมการ อบก. พ.ศ. 2569 ข้อ 9 วางกรอบเวลาไว้สองด้าน และเป็นข้อที่ตัดสิทธิ์ระบบที่ติดไปนานแล้วโดยตรง โครงการต้องเป็นกิจกรรมที่ยังไม่เริ่มดำเนินการ หรือเป็นกิจกรรมที่มีวันเริ่มดำเนินโครงการย้อนหลังไม่เกินสามปี นับจากวันที่ของเอกสารข้อเสนอโครงการฉบับสุดท้ายที่ผ่านการตรวจสอบความใช้ได้ และถ้ายังไม่เริ่ม ต้องเริ่มภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับการขึ้นทะเบียน
ผลในทางปฏิบัติคือ ระบบที่จ่ายไฟมาตั้งแต่ปี 2564 ไม่มีทางย้อนกลับไปขึ้นทะเบียนได้แล้ว และการวางแผน T-VER เป็นเรื่องที่ต้องคิดก่อนหรือพร้อมกับการตัดสินใจติดตั้ง ไม่ใช่คิดทีหลังเมื่อระบบเดินแล้วหลายปี ส่วนคุณสมบัติของผู้ยื่นนั้นกว้างกว่าที่หลายคนคิด ข้อ 8 ของระเบียบเดียวกันเปิดให้ผู้พัฒนาโครงการเป็นนิติบุคคล กลุ่มบุคคลหรือคณะบุคคล หรือบุคคลธรรมดาที่ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ก็ได้ เจ้าของบ้านจึงไม่ได้ถูกกันออกด้วยกฎ แต่ถูกกันออกด้วยตัวเลข
ค่าธรรมเนียม อบก. หลักพัน ค่าผู้ประเมินภายนอกหลักหมื่น
ต้นทุนของ T-VER แยกเป็นสองก้อนที่ต่างกันมาก ก้อนแรกคือค่าธรรมเนียมของ อบก. เอง ตามประกาศคณะกรรมการ อบก. เรื่องกำหนดอัตราและวิธีการชำระค่าธรรมเนียม พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ซึ่งคิดเป็นขั้นบันไดตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ต่อปี
| ปริมาณที่ลดได้ต่อปี | ค่าขึ้นทะเบียนโครงการ | ค่าขอรับรองคาร์บอนเครดิต ต่อคำขอ |
|---|---|---|
| ไม่เกิน 20,000 tCO2eq | 5,000 บาท | 5,000 บาท หรือ 3,000 บาท และหักเครดิต 10 tCO2eq |
| เกิน 20,000 แต่ไม่เกิน 60,000 tCO2eq | 15,000 บาท | 15,000 บาท หรือ 11,000 บาท และหักเครดิต 20 tCO2eq |
| เกิน 60,000 tCO2eq | 20,000 บาท | 20,000 บาท หรือ 14,000 บาท และหักเครดิต 30 tCO2eq |
ก้อนที่สองใหญ่กว่ามาก และเป็นก้อนที่ตัดสินความคุ้มค่าจริง คือ ผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ (VVB) ระเบียบบังคับว่าเอกสารข้อเสนอโครงการต้องผ่านการตรวจสอบความใช้ได้จาก VVB ก่อนยื่นขึ้นทะเบียน และปริมาณเครดิตต้องผ่านการทวนสอบก่อนได้รับการรับรอง ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มีรายงานไว้ที่ราว 40,000–65,000 บาทต่อโครงการ ต่อรอบ ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลจากแหล่งทุติยภูมิ ไม่ใช่ประกาศของ อบก. และแปรตามความซับซ้อนของโครงการ ให้ขอใบเสนอราคาจาก VVB ที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. โดยตรงก่อนตัดสินใจ
แนวทางการพัฒนาโครงการ Standard T-VER ฉบับที่ 7.0 กำหนดอายุโครงการของกิจกรรมพลังงานหมุนเวียนแบบโครงการเดี่ยวและแบบควบรวมไว้ที่ 7 ปี ต่ออายุได้ 1 ครั้ง ครั้งละ 7 ปี รวมสูงสุด 14 ปี ส่วนแบบแผนงาน (PoA) กรอบแผนงานยาว 14 ปี เท่ากับว่าเครดิตไม่ได้ไหลตลอด 25 ปีของแผง และค่าทวนสอบเกิดซ้ำทุกครั้งที่ขอรับรองเครดิต ไม่ใช่จ่ายครั้งเดียวจบ นี่คือเหตุผลที่เส้นแบ่งความคุ้มค่าในหัวข้อแรกวางไว้ที่รายได้ต่อปีเทียบกับค่าทวนสอบหนึ่งรอบ ไม่ใช่รายได้ตลอดโครงการเทียบกับค่าขึ้นทะเบียน
ขายเครดิตแล้ว อ้างการลดคาร์บอนของตัวเองไม่ได้
ข้อนี้สำคัญกับโรงงานที่กำลังทำรายงานคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรมากกว่าเรื่องเงิน แนวปฏิบัติ Premium T-VER ข้อ 18.2 เขียนไว้ตรงตัวว่าเมื่อโอนคาร์บอนเครดิตให้นิติบุคคลหรือบุคคลอื่นแล้ว ผู้พัฒนาโครงการไม่สามารถอ้างสิทธิ์เหนือคาร์บอนเครดิตนั้นได้อีก และระเบียบ พ.ศ. 2569 ข้อ 9 กำหนดตั้งแต่ต้นว่าโครงการต้องไม่มีการนับซ้ำ (double counting)
- ขายเครดิตแล้วนับเป็นการลดของตัวเองไม่ได้ ข้อความที่ชัดที่สุดอยู่ในแนวปฏิบัติของ Premium T-VER ส่วนฝั่ง Standard T-VER มีหลักไม่นับซ้ำในระเบียบ พ.ศ. 2569 ข้อ 9 รองรับอยู่ ถ้าเป้าหมายคือลดตัวเลข Scope 2 ขององค์กร การเก็บเครดิตไว้กับตัวเองมีค่ามากกว่าเงิน 61.43 บาทต่อตันเกือบทุกกรณี
- REC กับ T-VER ใช้ไฟชุดเดียวกันซ้ำไม่ได้ แนวปฏิบัติ Premium T-VER ข้อ 18.3 ระบุว่าโครงการที่ออกใบรับรอง REC ไปแล้ว จะออกคาร์บอนเครดิตสำหรับช่วงเวลาเดียวกันนั้นไม่ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
- โซลาร์ลด Scope 2 เป็นหลัก ไม่ใช่ทั้งสาม Scope เพราะสิ่งที่ถูกแทนที่คือไฟฟ้าที่ซื้อเข้ามา ผลต่อ Scope 1 เกิดเฉพาะเมื่อไปลดการเผาเชื้อเพลิงที่องค์กรควบคุมเอง
- T-VER ไม่ใช่การรับรอง Net Zero การรับรอง Net Zero ขององค์กรเป็นคนละกลไกของ อบก. มีเกณฑ์ของตัวเองและมีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2569 อ่านเพิ่มที่ อบก. ปรับเกณฑ์รับรอง Net Zero
ยกเว้นภาษีมีเฉพาะนิติบุคคล และสิ้นสุดปี 2570
พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 760) พ.ศ. 2566 ยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับกำไรสุทธิที่เกิดจากการขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ ตามโครงการที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. โดยมีเงื่อนไขเวลาสองชั้นที่ต้องอ่านคู่กัน
- ใช้ได้ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ คือ 19 มีนาคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570
- ยกเว้นให้ สามรอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน โดยเริ่มนับรอบแรกจากรอบที่ อบก. ออกใบรับรองการขายคาร์บอนเครดิตให้
- บุคคลธรรมดาไม่อยู่ในขอบเขตของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ เจ้าของบ้านที่ขึ้นทะเบียนโครงการเองจึงไม่ได้รับการยกเว้นนี้
คำถามที่ตามมาเสมอคือ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้เกิดตลาดคาร์บอนภาคบังคับที่ดันราคาขึ้นหรือไม่ ณ เดือนกันยายน 2569 กฎหมายฉบับนี้ยังเป็นร่าง ยังไม่ประกาศใช้ และยังไม่มีตลาดคาร์บอนภาคบังคับในประเทศไทย T-VER ทั้งหมดยังเป็นกลไกภาคสมัครใจ การวางแผนการเงินของโครงการบนสมมติฐานว่าราคาจะขึ้นเพราะกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นการวางแผนบนสิ่งที่ยังไม่มีผลบังคับใช้
สรุปเชิงวิศวกรรม
- คาร์บอนเครดิตจากโซลาร์มีมูลค่าราว 2.5 สตางค์ต่อหน่วย จาก EF 0.4021–0.4392 tCO2/MWh คูณราคา 61.43 บาทต่อตัน คิดเป็นราว 0.5% ของค่าไฟที่หน่วยนั้นประหยัดให้
- สิทธิ์ไม่ใช่กำแพง ต้นทุนต่างหากที่เป็น โครงการไม่เกิน 15 MW เข้าข่าย Positive List ไม่ต้องพิสูจน์ Additionality เลย แต่ค่าผู้ประเมินภายนอกราว 40,000–65,000 บาทต่อรอบเป็นค่าคงที่ที่ระบบเล็กไม่มีทางกลบได้
- เส้นเริ่มมีเหตุผลอยู่ที่ราว 1.9 MWp ต่อโครงการ ซึ่งเป็นจุดที่มูลค่าเครดิตต่อปีเริ่มเทียบเท่าค่าทวนสอบหนึ่งรอบ ต่ำกว่านั้นให้รวมหลายพื้นที่เป็นโครงการเดียว หรือไม่ทำเลย
- วางแผนก่อนติดตั้ง วันเริ่มดำเนินโครงการย้อนหลังได้ไม่เกิน 3 ปีจากเอกสารข้อเสนอโครงการที่ผ่านการตรวจสอบความใช้ได้ ระบบเก่ากว่านั้นหมดสิทธิ์
- เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างขายเครดิตกับอ้างการลดของตัวเอง และเลือกระหว่าง REC กับ T-VER สำหรับไฟชุดเดียวกัน สำหรับโรงงานที่มีเป้าหมายลดคาร์บอนขององค์กร การถือเครดิตไว้เองมักมีค่ามากกว่าราคาขาย
อ้างอิง
- ระเบียบคณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการพิจารณาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) พ.ศ. 2569 ประกาศ ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 — องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เข้าถึงเมื่อ 1 ก.ย. 2569
- หลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการที่เข้าข่ายโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่ไม่ต้องพิสูจน์ส่วนเพิ่มเติม (Positive List) และการพิสูจน์การดำเนินงานเพิ่มเติมจากการดำเนินงานตามปกติ (Additionality) — อบก. เข้าถึงเมื่อ 1 ก.ย. 2569
- แนวทางในการพัฒนาโครงการ T-VER (Guideline for Standard T-VER) ฉบับที่ 7.0 — อบก. เข้าถึงเมื่อ 1 ก.ย. 2569
- ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการผลิต/ใช้ไฟฟ้า (Emission Factor) สำหรับโครงการและกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก ประกาศใช้วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 — สำนักรับรองคาร์บอนเครดิต อบก. เข้าถึงเมื่อ 1 ก.ย. 2569
- ค่าธรรมเนียมโครงการ Standard T-VER ตามประกาศคณะกรรมการ อบก. เรื่อง กำหนดอัตราและวิธีการชำระค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียน และการขอรับรองคาร์บอนเครดิต พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2568 — อบก. เข้าถึงเมื่อ 1 ก.ย. 2569
- Guideline for Premium T-VER, Version 06 (ข้อ 18.2 การโอนสิทธิ์ และข้อ 18.3 การนับซ้ำกับ REC) — อบก. เข้าถึงเมื่อ 1 ก.ย. 2569
- ระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ T-VER-P-METH-01-01 การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อจำหน่ายเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า มีผลบังคับใช้ 1 มีนาคม 2566 — อบก. เข้าถึงเมื่อ 1 ก.ย. 2569
- พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 760) พ.ศ. 2566 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนที่ 20 ก หน้า 100 ลงวันที่ 19 มีนาคม 2566 — เผยแพร่โดย อบก. เข้าถึงเมื่อ 1 ก.ย. 2569
- สถิติราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ แยกตามประเภทโครงการ ครึ่งแรกปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 2567 – มี.ค. 2568) — ฐานเศรษฐกิจ เข้าถึงเมื่อ 1 ก.ย. 2569 (แหล่งทุติยภูมิ รายงานสถิติของตลาด)
- ค่าใช้จ่ายผู้ประเมินภายนอก (VVB) สำหรับโครงการ T-VER — Policy Watch, Thai PBS เข้าถึงเมื่อ 1 ก.ย. 2569 (แหล่งทุติยภูมิ ไม่ใช่ประกาศของ อบก.)
คำถามที่พบบ่อย
บ้านติดโซลาร์ 10 kWp ขายคาร์บอนเครดิตได้เงินเท่าไร
ราว 350 บาทต่อปี คำนวณจากผลผลิต 14,000 หน่วยต่อปี ค่า Emission Factor 0.4021 tCO2/MWh และราคาเฉลี่ยของเครดิตจากโครงการโซลาร์ 61.43 บาทต่อตัน ขณะที่ค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนอย่างเดียวคือ 5,000 บาท และยังมีค่าผู้ประเมินภายนอกอีกหลักหมื่น จึงไม่คุ้มที่จะทำ
โซลาร์ที่คืนทุนเร็วอยู่แล้ว จะพิสูจน์ Additionality ไม่ผ่านหรือไม่
สำหรับโครงการไม่เกิน 15 MW ไม่ต้องพิสูจน์เลย เพราะ อบก. กำหนดให้โครงการขนาดเล็กมาก (ไม่เกิน 5 MW) และขนาดเล็ก (ไม่เกิน 15 MW) เข้าข่าย Positive List โดยอัตโนมัติ เฉพาะโครงการเกิน 15 MW เท่านั้นที่ต้องแสดงว่าระยะเวลาคืนทุนมากกว่า 3 ปี
ติดโซลาร์ไปแล้วหลายปี ยังขึ้นทะเบียน T-VER ย้อนหลังได้ไหม
ได้เฉพาะกรณีที่วันเริ่มดำเนินโครงการย้อนหลังไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่ของเอกสารข้อเสนอโครงการฉบับสุดท้ายที่ผ่านการตรวจสอบความใช้ได้ ตามระเบียบคณะกรรมการ อบก. พ.ศ. 2569 ข้อ 9 ระบบที่จ่ายไฟมานานกว่านั้นจึงหมดสิทธิ์
ขายคาร์บอนเครดิตแล้วยังนับเป็นการลดคาร์บอนขององค์กรตัวเองได้ไหม
ไม่ได้ แนวปฏิบัติของ อบก. ระบุว่าเมื่อโอนเครดิตให้ผู้อื่นแล้ว ผู้พัฒนาโครงการไม่สามารถอ้างสิทธิ์เหนือเครดิตนั้นได้อีก และโครงการต้องไม่มีการนับซ้ำ ถ้าเป้าหมายคือลดตัวเลข Scope 2 ขององค์กร การเก็บเครดิตไว้เองมักมีค่ามากกว่าราคาขาย
ขาย REC กับขายคาร์บอนเครดิตพร้อมกันได้ไหม
ไม่ได้สำหรับไฟชุดเดียวกันในช่วงเวลาเดียวกัน แนวปฏิบัติ Premium T-VER ข้อ 18.3 ระบุว่าโครงการที่ออกใบรับรอง REC ไปแล้ว จะออกคาร์บอนเครดิตสำหรับช่วงเวลาเดียวกันนั้นไม่ได้
รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตเสียภาษีหรือไม่
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรสุทธิจากการขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน ตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 760) พ.ศ. 2566 ซึ่งใช้ได้ถึง 31 ธันวาคม 2570 ส่วนบุคคลธรรมดาไม่อยู่ในขอบเขตของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้
