ผู้ติดตั้งจำนวนหนึ่งเสนอขายอุปกรณ์ Rapid Shutdown และ AFCI ให้เจ้าของบ้าน โดยอ้างว่าเป็น “มาตรฐานบังคับ” ข้อเท็จจริงคือไม่บังคับ ประกาศของ พพ. ผูกมาตรฐาน วสท. 022013-22 ไว้กับ เงื่อนไขการขอใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม ซึ่งเริ่มที่ระบบขนาด 200 กิโลโวลต์แอมแปร์ขึ้นไป บ้านที่ติด 3–10 kW จึงไม่มีข้อบังคับใดมาถึง แต่ความเห็นของเราคือควรมีอุปกรณ์หยุดทำงานฉุกเฉินทุกขนาดการติดตั้ง เพราะความเสี่ยงที่อุปกรณ์นี้แก้ ไม่ได้ผูกกับโอกาสที่ระบบโซลาร์จะเป็นต้นเพลิง แต่ผูกกับโอกาสที่บ้านจะเกิดเพลิงไหม้จากสาเหตุใดก็ได้ ซึ่งสูงกว่ามาก บทความนี้แยกสองเรื่องให้ชัด คือกฎบังคับอะไร และเราแนะนำอะไร
ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 — อ้างอิงประกาศ พพ. ลงวันที่ 25 มกราคม 2566 และมาตรฐาน วสท. 022013-22 ฉบับ พ.ศ. 2565 ก่อนตัดสินใจในโครงการจริงควรยืนยันกับ พพ. หรือ วสท. อีกครั้ง

ใครต้องติด Rapid Shutdown และบ้านคุณต้องไหม
| กรณีของคุณ | คำตัดสิน | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|---|
| บ้านอยู่อาศัย 3–10 kW | ไม่บังคับ แต่เราแนะนำให้มี | ถามว่าอินเวอร์เตอร์มีฟังก์ชัน AFCI ในตัวหรือไม่ แล้วระบุลงในสัญญา ส่วนอุปกรณ์หยุดทำงานฉุกเฉิน ดูเหตุผลในหัวข้อสุดท้าย |
| ธุรกิจหรือโรงงาน ที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม | ไม่บังคับ แต่เราแนะนำให้มี | ทำเหมือนกรณีบ้าน และให้น้ำหนักเพิ่มตามความสูงของอาคารและความยากในการเข้าถึงหลังคา |
| ระบบที่ต้องขอใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม ซึ่งเริ่มที่ 200 kVA ขึ้นไป | บังคับ ตามประกาศ พพ. | ต้องมีทั้ง AFCI กระแสตรง และอุปกรณ์หยุดทำงานฉุกเฉิน ตั้งแต่ขั้นออกแบบ ไม่ใช่ไปเพิ่มทีหลัง |
| ระบบที่ใช้ Micro Inverter | ผ่านเกณฑ์แรงดันอยู่แล้ว | ฝั่ง DC ต่ำกว่า 80 โวลต์ตลอดเวลา และหยุดจ่ายเองเมื่อไม่มีไฟ AC จึงได้ผลของ Rapid Shutdown จากสถาปัตยกรรม ไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่ม เหลือเพียงข้อกำหนดเรื่องสวิตช์สั่งหยุด ซึ่งเป็นคนละข้อและต้องตรวจแยก |
| ระบบที่ใช้ Power Optimizer | ผ่านเกณฑ์ได้ ถ้ามีชุดส่งสัญญาณ | ตัว optimizer ลดแรงดันที่ระดับแผงได้ แต่การสั่งหยุดต้องมีชุดส่งสัญญาณเป็นอุปกรณ์จริง ให้ตรวจสอบว่ารวมอยู่ในใบเสนอราคาแล้ว |
ถ้าคุณอยู่ในสองแถวแรก เรื่องข้อบังคับจบตรงนี้ได้ ผู้ติดตั้งที่บอกว่า “กฎหมายกำหนด” กำลังอ้างเงื่อนไขของใบอนุญาตที่ระบบขนาดบ้านไม่ต้องขอ ที่เหลือคือมาตรฐานไทยกำหนดตัวเลขอะไรไว้จริง และเหตุผลที่เรายังแนะนำให้ติดแม้ไม่บังคับ
อาร์ก DC ไม่ดับเอง AFCI จึงต้องฟังสัญญาณรบกวน
ไฟฟ้ากระแสสลับ 50 เฮิรตซ์ข้ามศูนย์วินาทีละร้อยครั้ง อาร์กจึงถูกดับเองทุกครึ่งคาบ แต่กระแสตรงจากแผงไม่มีจุดตัดศูนย์ อาร์กที่จุดต่อหลวมหรือฉนวนชำรุดจึงเสถียรอยู่ได้ต่อเนื่องและปล่อยความร้อนต่อเนื่อง โดยแรงดันสตริงหลักร้อยโวลต์ก็เพียงพอจะประคองไว้ นี่เป็นความต่างเชิงกายภาพ ไม่ใช่เรื่องคุณภาพอุปกรณ์ — สายและคอนเนกเตอร์ที่ดีลดโอกาสเกิด แต่ไม่เปลี่ยนพฤติกรรมของอาร์กเมื่อเกิดแล้ว
AFCI จึงไม่วัดกระแสเกินแบบเบรกเกอร์ธรรมดา เพราะอาร์กอนุกรมแทบไม่ทำให้กระแสในวงจรเปลี่ยน มันวัด ลายเซ็นสัญญาณรบกวน คือสัญญาณความถี่สูงแบบแถบกว้างที่ไม่เป็นคาบ แล้วสั่งอินเวอร์เตอร์หยุดสวิตช์และปลดวงจร DC มาตรฐานทดสอบสากลของอุปกรณ์กลุ่มนี้คือ IEC 63027:2023 ซึ่งเป็นมาตรฐานสมัครใจ ไม่ใช่กฎหมายของประเทศใด
ข้อจำกัดคือสัญญาณรบกวนแถบกว้างเดินทางข้ามสตริงได้ การทดลองของ Sandia National Laboratories บนอาร์เรย์สองสตริง พบว่าใน 12 การทดลอง สตริงที่เกิดอาร์กจริงตัดก่อนเพียง 8 ครั้ง นำหน้าเฉลี่ย 19.5 มิลลิวินาที และมี 1 ครั้งที่สตริงซึ่งไม่ได้เกิดอาร์กตัดก่อน เพราะช่วงเวลาต่างกันน้อยกว่าหน้าต่างประมวลผลราว 15 มิลลิวินาทีของอัลกอริทึม ตัวเลขนี้เป็นผลในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่สถิติของระบบที่ติดตั้งจริง และยังไม่มีข้อมูลภาคสนามของไทยเผยแพร่ไว้ แต่อธิบายได้ว่าทำไมระบบที่มี AFCI จึงอาจหยุดผลิตไฟโดยไม่มีอะไรเสีย
กฎไทยผูกกับใบอนุญาต ไม่ใช่กับขนาดหลังคา
ตัวบทที่บังคับจริงคือ ประกาศกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เรื่อง เงื่อนไขการอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุม สำหรับระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ลงวันที่ 25 มกราคม 2566 อาศัยอำนาจตามมาตรา 27 (3) แห่งพระราชบัญญัติการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน พ.ศ. 2535 ประกาศสั้นมาก สาระอยู่ที่ข้อ 1 ซึ่งให้มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2566 ข้อ 3 ซึ่งกำหนดว่าระบบต้องเป็นไปตามมาตรฐาน วสท. 022013-22 และข้อ 4 ซึ่งให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัยกรณีมีปัญหาในการปฏิบัติ โดยคำวินิจฉัยถือเป็นเงื่อนไขตามประกาศด้วย ในโครงการที่ตีความยาก ช่องทางที่ถูกต้องจึงคือถาม พพ.
สิ่งที่ต้องอ่านให้ตรงคือ ในตัวประกาศไม่มีเกณฑ์ขนาดใด ๆ เลย และในตัวมาตรฐานก็ไม่มีเช่นกัน หน่วย kVA ปรากฏในเล่มทั้ง 156 หน้าเพียงแห่งเดียว คือข้อ 3.4.3 ซึ่งเป็นเกณฑ์กระแสรั่วที่ผูกกับพิกัดอินเวอร์เตอร์ ไม่ใช่เกณฑ์ว่าระบบขนาดเท่าใดต้องทำตาม เกณฑ์ขนาดมาจากชื่อเรื่องของประกาศเอง คือ “เงื่อนไขการอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุม” ประกาศจึงมีผลกับระบบที่ต้องขอใบอนุญาตนั้น และเส้นแบ่งว่าใครต้องขออยู่ที่ ระบบตั้งแต่ 200 กิโลโวลต์แอมแปร์ขึ้นไป ซึ่งต้องขอใบอนุญาตเพิ่มจากการจดแจ้งยกเว้น ลำดับเหตุผลจึงเป็น: ต่ำกว่า 200 kVA ได้รับยกเว้นใบอนุญาต จึงไม่มีขั้นตอนให้ประกาศเข้าไปผูก มาตรฐานจึงไม่ถูกบังคับ
ตัวเลข 200 kVA นี้ พพ. ระบุไว้เองใน รายงานสถานภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ปี 2566 หัวข้อ 2.5 และหน่วยเป็น kVA ซึ่งเป็นพิกัดของอินเวอร์เตอร์ ไม่ใช่ kWp ซึ่งเป็นพิกัดของแผง เอกสารที่เขียนว่า “200 kWp” อ้างหน่วยผิด และเพราะระบบมักออกแบบให้กำลังแผงสูงกว่ากำลังอินเวอร์เตอร์ การวัดผิดหน่วยอาจทำให้สรุปผิดฝั่งของเส้นแบ่ง ส่วน kW กับ kVA ไม่ใช่ประเด็นในระดับบ้าน เพราะที่ตัวประกอบกำลังใกล้หนึ่ง สองค่านี้แทบเท่ากัน บ้าน 5 kW จึงราว 5 kVA ทั้งนี้ในเกณฑ์ไม่มีเงื่อนไขประเภทอาคารเลย อาคารสาธารณะที่ต่ำกว่าเส้นนี้ก็ไม่เข้าข่าย
วสท. 022013-22 กำหนดตัวเลขอะไรไว้บ้าง
เมื่อประกาศอ้างมาตรฐานทั้งฉบับ ข้อกำหนดจริงจึงอยู่ในมาตรฐาน ฉบับ พ.ศ. 2565 นี้ปรับปรุงจากฉบับพฤศจิกายน 2559 และการเพิ่มข้อบังคับอุปกรณ์หยุดทำงานฉุกเฉินเป็นหนึ่งในสามประเด็นหลักของการปรับปรุง มาตรฐานยังระบุว่าบังคับใช้เฉพาะผู้ใช้ไฟ ไม่ครอบคลุมการออกแบบหรือติดตั้งของการไฟฟ้า

ข้อ 4.3.12 AFCI กระแสตรง ต้องมี AFCI ทางด้านกระแสตรงของอินเวอร์เตอร์ ตัดภายใน 2.5 วินาที ตัวเลขนี้เป็นของมาตรฐานไทยเอง ไม่ได้ลอกมาจาก NEC และเป็นเกณฑ์ที่เทียบกับสเปกอินเวอร์เตอร์ได้ทันที ข้อยกเว้นมีเงื่อนไขสองชั้นที่ต้องเข้าทั้งคู่ คือระบบต้องไม่ได้อยู่บนหรือในอาคาร และสายจากแผงแผ่นสุดท้ายถึงอินเวอร์เตอร์ต้องอยู่ในทางเดินสายที่ปิดล้อม ไม่ว่าจะฝังดิน ช่องเดินสายโลหะ หรือรางเคเบิลโลหะแบบปิด ระบบบนหลังคาบ้านจึงไม่เข้าข้อยกเว้นนี้อยู่แล้ว
ข้อ 4.3.13 อุปกรณ์หยุดทำงานฉุกเฉิน กำหนดสามข้อ คือ ลดแรงดันในบริเวณ Array boundary เหลือ ไม่เกิน 80 โวลต์ ภายใน 30 วินาที หรือใช้อุปกรณ์ควบคุมที่มีผลทดสอบหรือใบรับรองตาม UL 3741 จากหน่วยงานกลางที่มาตรฐานระบุชื่อไว้ ได้แก่ TUV, VDE, Bureau Veritas, UL, CSA, InterTek หรือ PTEC · ลดแรงดันในสายเคเบิล นอก Array boundary เหลือ ไม่เกิน 30 โวลต์ ภายใน 30 วินาที · และต้องระบุอุปกรณ์พร้อมติดตั้ง สวิตช์เริ่มการทำงานในตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าถึงได้ง่าย เช่น ผนังใกล้ทางเข้าอาคาร ข้อสุดท้ายนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะเป็นข้อเดียวที่สถาปัตยกรรมตอบให้ไม่ได้ ระบบไมโครอินเวอร์เตอร์ผ่านเกณฑ์แรงดันทั้งสองข้อมาแล้วโดยอัตโนมัติ แต่สวิตช์สั่งหยุดยังต้องมีและต้องอยู่ในตำแหน่งที่เข้าถึงได้อยู่ดี
มาตรฐานวัดขอบเขตนี้จากขอบแผงออกไปรอบด้านที่ระยะ 300 มิลลิเมตร ต่างจาก NEC ของสหรัฐอเมริกาซึ่งใช้ 1 ฟุต เท่ากับ 305 มิลลิเมตร ส่วนเกณฑ์แรงดันเป็นตัวเลขเดียวกันทั้งสองมาตรฐาน และใน NEC ก็ไม่เคยเปลี่ยนตั้งแต่ฉบับปี 2017 ตามที่ เอกสารเทียบฉบับ 2017–2023 ของ CPS ที่คัดตัวบทมาตรงตัวแสดงไว้ คำอธิบายที่พบบ่อยว่า “NEC 2020 ลดจาก 80 เหลือ 30 โวลต์” เกิดจากการนำเกณฑ์ของนอกขอบเขตไปสวมเป็นเกณฑ์ของในขอบเขต สิ่งที่ฉบับ 2020 เพิ่มจริงคือทางเลือกการรับรองตาม UL 3741 ซึ่งเป็นทางเลือกเดียวกับที่มาตรฐานไทยรับไว้
เครื่องตัดไฟรั่วและ RCMU ไม่ได้มีแค่ 300 mA
อุปกรณ์ป้องกันตัวที่สามคือการตรวจจับกระแสรั่วลงดิน ซึ่งตลาดมักเรียกรวมว่า GFCI หรือ RCD และต่างจากสองตัวแรกตรงที่ มีอยู่ในอินเวอร์เตอร์ที่ขายในไทยแทบทุกตัวอยู่แล้ว หลักการคือเทียบกระแสไหลออกกับไหลกลับ ถ้าผลรวมไม่เป็นศูนย์แปลว่ามีกระแสรั่วไปทางอื่น เหตุที่ระบบโซลาร์ต้องเข้มเรื่องนี้อยู่ที่อินเวอร์เตอร์สมัยใหม่ส่วนใหญ่เป็นแบบไร้หม้อแปลง จึงไม่มีการแยกทางไฟฟ้าระหว่างแผงกับกริด กระแสรั่วความถี่สูงผ่านค่าความจุแฝงระหว่างเซลล์กับกรอบแผงจึงลงดินได้โดยตรง IEC 62109-2 จึงกำหนดให้ต้องมีหน่วยเฝ้าระวังกระแสตกค้าง หรือ RCMU ในตัว

คำอธิบายที่ย่อเหลือ “300 mA กันไฟไหม้ และ 30 mA กันไฟดูด” ยุบสองตารางคนละรูปแบบเข้าด้วยกัน ตามข้อ 4.8.3.5.1 ชุดแรกคือ กระแสรั่วต่อเนื่อง ซึ่งตัดภายใน 0.3 วินาทีเมื่อเกิน 300 mA สำหรับพิกัดไม่เกิน 30 kVA และเกิน 10 mA ต่อ kVA สำหรับพิกัดเกิน 30 kVA ชุดที่สองคือ การเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ซึ่งมีเวลาตัดของตัวเองรายระดับ คือ 30 mA ที่ 0.3 วินาที · 60 mA ที่ 0.15 วินาที · 150 mA ที่ 0.04 วินาที สองอย่างที่หายไปเมื่อย่อจึงคือเวลาตัดรายระดับ และกฎการสเกลตามพิกัด อินเวอร์เตอร์ 100 kVA มีเพดานต่อเนื่องที่ 1,000 mA ไม่ใช่ 300 mA ตัวเลขชุดนี้ตรวจจาก รายงานผลทดสอบ CB ของ TÜV SÜD และตรงกับตารางของ Schneider Electric
มาตรฐานไทยรับตัวเลขชุดเดียวกันนี้มา ข้อ 3.4.3 ของ วสท. 022013-22 ให้ทางเลือกการตัดวงจรอัตโนมัติสามแบบ ทั้งเครื่องตัดไฟรั่วแบบ B ตาม IEC 62423 การตัดภายใน 0.3 วินาที และเครื่องเฝ้าตรวจกระแสเหลือ โดยใช้เกณฑ์ 300 mA และ 10 mA ต่อ kVA เหมือนกัน และระบุว่าเครื่องเฝ้าตรวจต้องวัดค่า RMS ที่มีทั้งกระแสสลับและกระแสตรง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ RCD แบบ AC ธรรมดาใช้แทนไม่ได้ ทั้งนี้ IEC 62109-2 ที่ใช้อยู่คือฉบับ Edition 1.0 ปี 2011 ฉบับที่สองยังไม่ประกาศใช้ ณ เดือนสิงหาคม 2569 ถ้าออกเมื่อใดต้องตรวจตัวเลขใหม่
ไม่บังคับแต่ควรมี และเขียนลงสัญญาอย่างไร
ส่วนนี้ไม่ใช่ตัวบท เป็นความเห็นเชิงวิศวกรรมของเราเอง และเราแยกให้ชัดด้วยเหตุผลนั้น ข้อโต้แย้งฝั่งไม่ติดมีน้ำหนักจริงและควรพูดถึงก่อน คือ อุปกรณ์ RSD ระดับแผงเพิ่มจำนวนจุดต่อบนหลังคา และจุดต่อคือจุดที่อาร์กเกิดบ่อยที่สุด ทั้งจากการขันไม่แน่น การใช้คอนเนกเตอร์ต่างยี่ห้อ และการเสื่อมตามอายุ พูดให้ถึงที่สุดคือ การเพิ่มอุปกรณ์เพื่อลดความเสี่ยงหนึ่ง ได้สร้างความเสี่ยงอีกอย่างขึ้นมาพร้อมกัน
ลองนับจุดต่อจะเห็นภาพ ระบบสตริง 15 แผงมีจุดต่อระหว่างแผงราว 14 คู่ ถ้าเอาอุปกรณ์ RSD ไปติดเพิ่มทุกแผง จำนวนจุดต่อขึ้นไปราวสองเท่า และทุกจุดยังอยู่ที่แรงดันของทั้งสตริง ส่วนไมโครอินเวอร์เตอร์มีจำนวนจุดต่อ DC ใกล้เคียงระบบสตริงธรรมดา แต่ไม่มีจุดใดรับแรงดันทั้งสตริง เพราะฝั่ง DC จบที่แผงเดียว ข้อโต้แย้งนี้จึงแรงที่สุดกับการเอา RSD ไปติดเพิ่มบนระบบสตริงเดิม และอ่อนที่สุดกับการเลือกสถาปัตยกรรมที่ให้ผลนั้นมาตั้งแต่ต้น
เหตุผลที่เรายังสนับสนุนคือ ความเสี่ยงที่ RSD แก้ ไม่ได้ขึ้นกับว่าไฟไหม้เริ่มจากระบบโซลาร์หรือไม่ ไฟอาจเริ่มจากครัว จากสายไฟในผนัง หรือจากเครื่องใช้ไฟฟ้า แล้วลามขึ้นหลังคา ไม่ว่าต้นเพลิงอยู่ที่ใด แผงก็ยังจ่ายไฟตราบที่มีแสง และการปลดเบรกเกอร์เมนไม่ได้ทำให้สายฝั่ง DC หมดไฟ เจ้าหน้าที่ที่ต้องขึ้นไปเปิดหลังคาหรือฉีดน้ำจึงเจอความเสี่ยงเท่าเดิม พูดอีกอย่างคือโอกาสที่ RSD จะได้ใช้งานจริง ผูกกับโอกาสที่บ้านจะไฟไหม้จากสาเหตุใดก็ได้ ไม่ใช่โอกาสที่โซลาร์จะเป็นต้นเพลิง ซึ่งเป็นคนละตัวเลขและสูงกว่ามาก เราคิดว่านี่คือจุดที่การชั่งน้ำหนักของหลายคนคลาดเคลื่อน เพราะเอาความเสี่ยงที่โซลาร์สร้าง ไปเทียบกับความเสี่ยงที่โซลาร์สร้าง ทั้งที่อีกฝั่งของตาชั่งคือเพลิงไหม้ของบ้านทั้งหลัง
ในทางปฏิบัติจึงมีสามข้อ หนึ่ง ระบุในสัญญาว่าการติดตั้งให้เป็นไปตาม วสท. 022013-22 แม้ระบบของคุณจะไม่ถูกบังคับ ข้อได้เปรียบคือมาตรฐานไทยมีอยู่จริงและมีตัวเลขชัดเจน คุณจึงไม่ต้องต่อรองรายละเอียด เพียงอ้างเลขมาตรฐาน สอง ถามว่าอินเวอร์เตอร์รุ่นที่เสนอมี AFCI ในตัวหรือไม่ ถ้ามีก็ไม่ควรมีรายการ AFCI แยกในใบเสนอราคา ถ้าไม่มีก็ควรรู้ว่าไม่มี สาม เลือกสถาปัตยกรรมก่อนเลือกอุปกรณ์เสริม ระบบไมโครอินเวอร์เตอร์ไม่มีสตริง DC แรงดันสูงบนหลังคาตั้งแต่แรก ฝั่ง DC ต่ำกว่า 80 โวลต์ และหยุดจ่ายทันทีที่ไม่มีไฟ AC จึงได้ผลของ Rapid Shutdown จากโครงสร้าง ตามที่ เอกสารเทคนิคของ Enphase ระบุไว้ ส่วน Power Optimizer ลดแรงดันที่ระดับแผงได้ แต่การสั่งหยุดยังต้องมีชุดส่งสัญญาณเป็นอุปกรณ์จริง และไม่ว่าเลือกแบบใด สวิตช์สั่งหยุดที่เข้าถึงได้ก็ยังเป็นรายการที่ต้องระบุแยก รายละเอียดการเลือกอยู่ใน คู่มือเลือกอินเวอร์เตอร์
และข้อเท็จจริงที่ควรบอกตรง ๆ คู่กันไป คือ ตลาดยังไม่ได้คิดแบบนี้ ในงานติดตั้งจริง เจ้าของบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ถามถึงเรื่องนี้ และระบบจำนวนมากติดตั้งโดยไม่มีทั้ง RSD ไม่มี Power Optimizer และไม่ได้ใช้ไมโครอินเวอร์เตอร์ นี่จึงเป็นข้อเสนอ ไม่ใช่แนวปฏิบัติที่ตลาดทำกันอยู่ และเนื่องจากเรารับติดตั้งระบบโซลาร์เป็นธุรกิจ ข้อเสนอนี้ก็เพิ่มมูลค่างานของเราเองด้วย ผู้อ่านควรชั่งน้ำหนักโดยรู้ข้อนี้ประกอบ ในทางกลับกัน สิ่งที่ไม่ควรทำคือจ่ายเพิ่มเพราะถูกบอกว่าเป็นข้อบังคับ ถ้าผู้ขายอ้างเช่นนั้น ให้ขอชื่อประกาศและเงื่อนไขที่อ้างถึง
สรุปเชิงวิศวกรรม
- ประกาศ พพ. 25 มกราคม 2566 มีผล 1 กรกฎาคม 2566 ผูกมาตรฐาน วสท. 022013-22 ไว้กับ เงื่อนไขใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม ตัวประกาศและตัวมาตรฐานไม่มีเกณฑ์ขนาดใด ๆ
- เกณฑ์ขนาดมาจากการที่ระบบตั้งแต่ 200 kVA ขึ้นไปต้องขอใบอนุญาตนั้น หน่วยเป็น kVA ของอินเวอร์เตอร์ ไม่ใช่ kWp ของแผง และไม่มีเงื่อนไขประเภทอาคาร
- วสท. ข้อ 4.3.12 กำหนด AFCI กระแสตรงตัดภายใน 2.5 วินาที · ข้อ 4.3.13 กำหนด 80 โวลต์ในขอบเขตอาร์เรย์ และ 30 โวลต์นอกขอบเขต ภายใน 30 วินาที โดยขอบเขตคือ 300 มิลลิเมตร ต่างจาก NEC ที่ใช้ 305 มิลลิเมตร พร้อมรับ UL 3741 เป็นทางเลือก และต้องมีสวิตช์ที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าถึงได้
- AFCI ตรวจจับลายเซ็นสัญญาณรบกวน ไม่ใช่กระแสเกิน จึงมีโอกาสตัดผิดสตริงตามผลการทดลองของ Sandia
- เกณฑ์กระแสรั่วของ IEC 62109-2 และของ วสท. ข้อ 3.4.3 ตรงกันที่ 300 mA สำหรับพิกัดไม่เกิน 30 kVA และ 10 mA ต่อ kVA เมื่อเกิน 30 kVA
- ความเห็นของเรา ไม่ใช่ข้อกำหนด: ควรมีอุปกรณ์หยุดทำงานฉุกเฉินทุกขนาดการติดตั้ง เพราะความเสี่ยงที่มันแก้ผูกกับโอกาสเกิดเพลิงไหม้ของบ้านจากสาเหตุใดก็ได้ ข้อโต้แย้งเรื่องจุดต่อที่เพิ่มขึ้นมีน้ำหนักจริง และแก้ได้ด้วยการเลือกสถาปัตยกรรมแทนการติดอุปกรณ์เพิ่ม
อ้างอิง
- กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน — ประกาศ เรื่อง เงื่อนไขการอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุม สำหรับระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ลงวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566 ( อาศัยอำนาจตามมาตรา 27 (3) แห่ง พ.ร.บ. การพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน พ.ศ. 2535 ) — เอกสารฉบับจริง เข้าถึงเมื่อ 17 ส.ค. 2569
- วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ — มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย: ระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา พ.ศ. 2565 ( วสท. 022013-22 ) ข้อ 3.4.3, 4.3.11, 4.3.12 และ 4.3.13 — เข้าถึงเมื่อ 17 ส.ค. 2569
- กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน — รายงานสถานภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ของประเทศไทย ปี 2566 หัวข้อ 2.5 — เข้าถึงเมื่อ 17 ส.ค. 2569
- International Electrotechnical Commission — IEC 63027:2023 Photovoltaic power systems – DC arc detection and interruption, Edition 1.0 — เข้าถึงเมื่อ 17 ส.ค. 2569
- International Electrotechnical Commission — IEC 62109-2:2011 Safety of power converters for use in photovoltaic power systems – Part 2, Edition 1.0 — เข้าถึงเมื่อ 17 ส.ค. 2569
- TÜV SÜD Certification and Testing ( China ) — CB Test Report No. 70.409.20.075.07-00 ตาม IEC 62109-2:2011 ข้อ 4.8.3.5.1 ( 4 มิ.ย. 2564 ) — เข้าถึงเมื่อ 17 ส.ค. 2569
- Schneider Electric — Guidance on proper residual current device selection for solar inverters — เข้าถึงเมื่อ 17 ส.ค. 2569
- J. Johnson และคณะ, Sandia National Laboratories และ Texas Instruments — Crosstalk Nuisance Trip Testing of Photovoltaic DC Arc-Fault Detectors, SAND2012-4441C ( IEEE PVSC 2012 ) — เข้าถึงเมื่อ 17 ส.ค. 2569
- Chint Power Systems — Application Note: Rapid Shutdown – NEC 2017-2023 ( มี.ค. 2567 ) คัดข้อความ NEC 2017 มาตรา 690.12 มาตรงตัว — เข้าถึงเมื่อ 17 ส.ค. 2569
- Enphase Energy — Technical Brief TEB-00008-1.0, National Electrical Code compliance ( พ.ค. 2566 ) — เข้าถึงเมื่อ 17 ส.ค. 2569
หมายเหตุความโปร่งใส: ผู้เขียนดำเนินธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบโซลาร์ และมีระบบที่ใช้ Micro Inverter อยู่ในความดูแล บทความนี้อ้างอิงเอกสารมาตรฐานและเอกสารราชการเป็นหลัก และไม่ได้แนะนำยี่ห้อใดเป็นการเฉพาะ
คำถามที่พบบ่อย
บ้านติดโซลาร์ 5 kW ต้องติด Rapid Shutdown ตามกฎหมายไทยหรือไม่
ไม่ต้อง ประกาศ พพ. ลงวันที่ 25 มกราคม 2566 กำหนดให้ระบบโซลาร์บนหลังคาต้องเป็นไปตามมาตรฐาน วสท. 022013-22 แต่กำหนดในฐานะเงื่อนไขของการขอใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม ซึ่งเริ่มที่ระบบขนาด 200 กิโลโวลต์แอมแปร์ขึ้นไป ระบบขนาดบ้านไม่ต้องขอใบอนุญาตนั้น จึงไม่มีข้อบังคับมาถึง ถ้าผู้ขายอ้างว่ากฎหมายกำหนด ให้ขอชื่อประกาศและเงื่อนไขที่อ้างถึง
เกณฑ์ 200 kVA นับจากขนาดแผงหรือขนาดอินเวอร์เตอร์
นับจากพิกัดอินเวอร์เตอร์ เอกสารของ พพ. เขียนหน่วยเป็นกิโลโวลต์แอมแปร์ ซึ่งเป็นหน่วยพิกัดของอินเวอร์เตอร์ ไม่ใช่กิโลวัตต์พีคที่เป็นพิกัดของแผง เอกสารภาษาไทยจำนวนมากเขียนว่า 200 kWp ซึ่งอ้างหน่วยผิด และเนื่องจากระบบมักออกแบบให้กำลังแผงสูงกว่ากำลังอินเวอร์เตอร์ การวัดผิดหน่วยอาจทำให้สรุปผิดฝั่งของเส้นแบ่งได้
มาตรฐาน วสท. 022013-22 กำหนดเรื่อง AFCI และ Rapid Shutdown ไว้อย่างไร
ข้อ 4.3.12 กำหนดให้ต้องมี AFCI ด้านกระแสตรงของอินเวอร์เตอร์ ตัดภายใน 2.5 วินาที โดยมีข้อยกเว้นสำหรับระบบที่ไม่ได้อยู่บนหรือในอาคารและเดินสายฝังดินหรือในช่องเดินสายโลหะปิดมิดชิด ส่วนข้อ 4.3.13 กำหนดให้ลดแรงดันในบริเวณ Array boundary เหลือไม่เกิน 80 โวลต์ และนอกบริเวณเหลือไม่เกิน 30 โวลต์ ภายใน 30 วินาที หรือใช้อุปกรณ์ที่รับรองตามมาตรฐาน UL 3741 และต้องมีสวิตช์สั่งหยุดในตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าถึงได้ง่าย
AFCI กับ Rapid Shutdown ต่างกันอย่างไร
แก้คนละปัญหา AFCI ป้องกันอัคคีภัย โดยตรวจจับอาร์กไฟฟ้าในสาย DC จากลายเซ็นสัญญาณรบกวนความถี่สูง แล้วสั่งตัดวงจรก่อนที่ความร้อนจะลามเป็นไฟไหม้ ส่วน Rapid Shutdown ไม่ได้ป้องกันไฟไหม้ แต่ป้องกันคนที่ต้องขึ้นไปบนหลังคาขณะเกิดเหตุ โดยลดแรงดันในบริเวณอาร์เรย์ลงภายในเวลาที่กำหนด เพราะการปลดเบรกเกอร์เมนไม่ได้ทำให้สายฝั่ง DC หมดไฟตราบใดที่ยังมีแสง ในทางอุปกรณ์ AFCI มักเป็นฟังก์ชันที่อยู่ในอินเวอร์เตอร์อยู่แล้ว ขณะที่ Rapid Shutdown ต้องติดตั้งฮาร์ดแวร์เพิ่ม
ใช้ Micro Inverter แล้วยังต้องซื้ออุปกรณ์ Rapid Shutdown เพิ่มไหม
ไม่ต้อง เพราะระบบไมโครอินเวอร์เตอร์แปลงเป็นไฟ AC ที่ตัวแผง ฝั่ง DC จึงทำงานต่ำกว่า 80 โวลต์ตลอดเวลา และหยุดจ่ายไฟทันทีเมื่อไม่มีไฟ AC จากกริด ผลลัพธ์แบบเดียวกับที่อุปกรณ์ Rapid Shutdown ให้ จึงมาจากสถาปัตยกรรมโดยไม่ต้องซื้อเพิ่ม แต่ให้แยกให้ชัดว่าสิ่งที่สถาปัตยกรรมตอบให้คือเกณฑ์แรงดัน ส่วนข้อกำหนดเรื่องสวิตช์สั่งหยุดในตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าถึงได้ เป็นคนละข้อและต้องตรวจแยก ส่วน Power Optimizer ลดแรงดันที่ระดับแผงได้ก็จริง แต่การสั่งหยุดยังต้องมีชุดส่งสัญญาณเป็นอุปกรณ์จริง ให้ตรวจสอบว่ารวมอยู่ในใบเสนอราคาแล้ว
AFCI ตัดวงจรผิดพลาดได้หรือไม่
ได้ เพราะ AFCI ตัดสินจากสัญญาณรบกวน ไม่ใช่จากกระแสเกิน และสัญญาณรบกวนเดินทางข้ามสตริงได้ การทดลองของ Sandia National Laboratories บนอาร์เรย์สองสตริงพบว่าใน 12 ครั้ง สตริงที่เกิดอาร์กจริงตัดก่อนเพียง 8 ครั้ง และมี 1 ครั้งที่สตริงซึ่งไม่ได้เกิดอาร์กตัดก่อน ตัวเลขนี้เป็นผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ ไม่ใช่สถิติจากระบบที่ติดตั้งใช้งานจริง และยังไม่มีข้อมูลภาคสนามของไทยที่เผยแพร่ไว้
ระบบบ้านไม่ถูกบังคับ แล้วควรติดอุปกรณ์หยุดทำงานฉุกเฉินหรือไม่
เป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบจากตัวบท ความเห็นเชิงวิศวกรรมของเราคือควรมีทุกขนาดการติดตั้ง เหตุผลคือความเสี่ยงที่อุปกรณ์นี้แก้ ไม่ได้ผูกกับโอกาสที่ระบบโซลาร์จะเป็นต้นเพลิง แต่ผูกกับโอกาสที่บ้านจะเกิดเพลิงไหม้จากสาเหตุใดก็ได้ เช่น ครัวหรือสายไฟในผนัง เพราะไม่ว่าต้นเพลิงอยู่ที่ใด แผงก็ยังจ่ายไฟตราบที่มีแสง และการปลดเบรกเกอร์เมนไม่ได้ทำให้สายฝั่ง DC หมดไฟ ทั้งนี้ตลาดส่วนใหญ่ยังไม่ได้ทำตามแนวทางนี้ และผู้เขียนรับติดตั้งระบบโซลาร์เป็นธุรกิจ
การติดอุปกรณ์ RSD เพิ่มจุดต่อ ทำให้เสี่ยงไฟไหม้มากขึ้นหรือไม่
เป็นข้อโต้แย้งที่มีน้ำหนักจริง เพราะจุดต่อคือจุดที่อาร์กเกิดบ่อยที่สุด ระบบสตริง 15 แผงมีจุดต่อระหว่างแผงราว 14 คู่ ถ้าเอาอุปกรณ์ RSD ไปติดเพิ่มทุกแผง จำนวนจุดต่อจะขึ้นไปราวสองเท่าและทุกจุดยังอยู่ที่แรงดันของทั้งสตริง ข้อโต้แย้งนี้จึงแรงที่สุดกับการติดอุปกรณ์เพิ่มบนระบบสตริงเดิม และอ่อนที่สุดกับไมโครอินเวอร์เตอร์ ซึ่งมีจำนวนจุดต่อ DC ใกล้เคียงระบบสตริงธรรมดาแต่ไม่มีจุดใดรับแรงดันทั้งสตริง ทางออกจึงอยู่ที่การเลือกสถาปัตยกรรม ไม่ใช่การบวกอุปกรณ์
