อินเวอร์เตอร์บนบ้านคุณมีฟังก์ชันหนึ่งที่คุณจะไม่มีวันเห็นมันทำงาน และถ้ามันทำงานผิดพลาดเพียงครั้งเดียว คนที่รับผลไม่ใช่คุณ แต่เป็นช่างการไฟฟ้าที่ปีนเสาขึ้นไปซ่อมสายที่ “ดับแล้ว” ฟังก์ชันนั้นคือ Anti-Islanding คำอธิบายที่หมุนเวียนอยู่ในเนื้อหาภาษาไทยเกือบทั้งหมดบอกว่ามาตรฐานสากลบังคับให้อินเวอร์เตอร์ใช้ Active Method ควบคู่กับ Passive Method และต้องตัดไฟภายใน 2 วินาที ทั้งสองข้อไม่ตรงกับเอกสารจริง มาตรฐานอย่าง IEEE 1547 กำหนด ผลลัพธ์ ไม่ได้กำหนด วิธี — ผู้ผลิตจะใช้อัลกอริทึมอะไรก็ได้ที่ผ่านการทดสอบ และตัวเลขที่บังคับใช้กับระบบไฟฟ้าไทยไม่ใช่ 2 วินาทีของ IEEE แต่คือ 1 วินาที ตามข้อ 12.4 ของระเบียบ กฟภ. พ.ศ. 2559 ซึ่งเข้มกว่า และไม่ได้มาลำพัง — มันซ้อนอยู่กับเกณฑ์ความถี่และเกณฑ์แรงดันอีกสองชั้น

บทความนี้เป็นเนื้อหาระดับมาตรฐาน ทุกตัวเลขด้านล่างระบุว่ามาจากเอกสารฉบับใด ปีใด และอะไรคือสิ่งที่เราเปิดอ่านเองกับอะไรที่อ่านผ่านเอกสารทุติยภูมิระดับหนึ่ง เพราะการอ้างมาตรฐานฉบับที่ถูกยกเลิกไปแล้วอันตรายกว่าการไม่อ้างเลย
Anti-Islanding คือหน้าที่ตัดไฟเพื่อไม่ให้ช่างการไฟฟ้าถูกไฟดูดจากอินเวอร์เตอร์ของคุณ
ภาวะแยกโดด (Islanding) เกิดขึ้นเมื่อการไฟฟ้าปลดวงจรส่วนหนึ่งออกไป แต่ในวงจรส่วนนั้นยังมีแหล่งจ่ายของตัวเองเหลืออยู่ — อินเวอร์เตอร์ของบ้านหลังหนึ่งหรือหลายหลัง — และมันยังจ่ายไฟเลี้ยงโหลดในบริเวณนั้นต่อไปได้ ผลคือสายที่ทุกคนเข้าใจว่า “ดับแล้ว” ยังมีแรงดัน 220 V อยู่ อันตรายมีสามชั้นซ้อนกัน ชั้นแรกคือช่างที่เข้าไปแตะสาย ชั้นที่สองคือเมื่อการไฟฟ้าจ่ายไฟกลับเข้ามา แรงดันสองฝั่งจะไม่ตรงเฟสกัน เกิดกระแสกระชากที่ทำลายทั้งอุปกรณ์ของการไฟฟ้าและอินเวอร์เตอร์เอง ชั้นที่สามคือคุณภาพไฟในเกาะนั้นไม่มีใครควบคุม แรงดันและความถี่ลอยไปตามโหลดที่เหลืออยู่
ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ยากกว่าที่ฟัง คือ อินเวอร์เตอร์ไม่มีสายสัญญาณบอกมันว่ากริดดับ มันเห็นแค่แรงดันและกระแสที่ขั้วของตัวเอง กริดที่ยังอยู่กับเกาะที่เพิ่งเกิดขึ้นให้ภาพที่ขั้วเหมือนกันได้ ทั้งหมดของบทความนี้จึงเป็นเรื่องเดียวคือ อินเวอร์เตอร์จะอนุมานได้อย่างไรว่าอีกฝั่งของมิเตอร์ยังมีการไฟฟ้าอยู่หรือไม่ และกฎเกณฑ์บังคับให้มันอนุมานได้ดีแค่ไหน หากยังไม่คุ้นกับการที่อินเวอร์เตอร์สร้างรูปคลื่นและซิงค์กับกริดอย่างไร กลไกการแปลง DC เป็น AC และการมอดูเลต เป็นพื้นฐานที่ควรอ่านก่อน
มาตรฐานสากลกำหนด “ผลลัพธ์” ไม่ได้กำหนด “วิธี” — และนี่คือจุดที่เนื้อหาภาษาไทยผิดกันเกือบทั้งหมด
ประโยคที่พบบ่อยที่สุดคือ “IEEE 1547 และ VDE-AR-N 4105 กำหนดให้ต้องใช้ Active Method ควบคู่กับ Passive Method” ประโยคนี้ผิดสำหรับมาตรฐานทั้งสองฉบับ ด้วยเหตุผลคนละแบบกัน
IEEE 1547 ไม่ได้ระบุวิธีตรวจจับเลยแม้แต่วิธีเดียว มันเป็นมาตรฐานเชิงผลลัพธ์ (performance-based) ที่กำหนดว่าอุปกรณ์ต้องหยุดจ่ายไฟเข้าเกาะภายในเวลาที่กำหนด ส่วนจะทำได้ด้วยอัลกอริทึมอะไรเป็นเรื่องของผู้ออกแบบ รายงานของ Sandia National Laboratories ระบุไว้ตรงตัวว่า “The IEEE Standard 1547 does not specify the type of anti-islanding algorithm (any type of algorithm that passes the test is allowed)” เหตุผลที่อินเวอร์เตอร์เชิงพาณิชย์แทบทุกตัวใช้ Active Method จึงไม่ใช่เพราะมาตรฐานสั่ง แต่เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่ย่อโซนตรวจไม่พบให้เล็กพอจะผ่านการทดสอบได้จริง ความต่างนี้ไม่ใช่การเล่นคำ — มันหมายความว่าถ้าวันหนึ่งมีวิธีใหม่ที่ผ่านการทดสอบได้ มาตรฐานไม่ได้ปิดประตูไว้ (ข้อความที่ยกมานี้เผยแพร่ในปี 2556 จึงเขียนถึง IEEE 1547 ฉบับก่อนหน้าฉบับ 2018 โครงสร้างเชิงผลลัพธ์ยังคงเดิม เพราะฉบับ 2018 ก็ยังกำหนดการพิสูจน์ด้วยการทดสอบตาม IEEE 1547.1 เช่นกัน)
VDE-AR-N 4105 ของเยอรมนีเดินคนละทางกับ “Active ในทุกอินเวอร์เตอร์” สถาปัตยกรรมที่เยอรมนีเลือกคือรีเลย์เฝ้าระวังกริดที่ทำงานด้วยพารามิเตอร์เชิงรับเป็นหลัก เอกสารข้อมูลผลิตภัณฑ์ของรีเลย์ที่ระบุว่าสอดคล้องกับ VDE-AR-N 4105 อย่าง ABB CM-UFD.M31 เฝ้าดูแรงดันเกิน/ต่ำ ความถี่เกิน/ต่ำ อัตราการเปลี่ยนแปลงความถี่ (ROCOF, เช่น 1 Hz/s) และการกระโดดของมุมเฟส (vector shift, เช่น 10 องศา) — ทั้งหมดเป็นพารามิเตอร์เชิงรับหรือเชิงรับที่เสริมความไว ไม่มีฟังก์ชันฉีดสัญญาณรบกวนเชิงรุกอยู่ในเอกสาร 17 หน้านั้นเลย และ คู่มือของ SMA ระบุโครงสร้างเดียวกันคือระบบต่ำกว่า 30 kW ใช้ระบบป้องกันที่รวมอยู่ในอินเวอร์เตอร์ ส่วนเกิน 30 kW ต้องมีรีเลย์เฝ้าระวังภายนอก
ข้อควรระวังเพื่อความเป็นธรรมกับข้อมูล: แนวคิด ENS/DIN VDE 0126-1-1 รุ่นเก่าของเยอรมนีเคยมีทางเลือกแบบฉีดพัลส์วัดอิมพีแดนซ์ซึ่งเป็นวิธีเชิงรุก ดังนั้นการพูดว่า “อุปกรณ์ตาม VDE-AR-N 4105 ไม่เคยใช้วิธีเชิงรุกเลย” ก็แรงเกินไป สิ่งที่พูดได้จากเอกสารที่เปิดอ่านจริงคือ ไม่มีข้อความใดที่ บังคับ ให้ใช้ Active ควบคู่กับ Passive อนึ่ง VDE-AR-N 4105 มีฉบับปัจจุบันเป็น 2026-03 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 1 มี.ค. 2569 และทำให้ฉบับ 2018-11 ที่เนื้อหาเก่า ๆ อ้างถึงกลายเป็นฉบับประวัติศาสตร์ไปแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ระเบียบของไทยใช้โครงสร้างเดียวกันนี้ ระเบียบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า พ.ศ. 2559 กำหนดในข้อ 7.1.8 ว่าผู้ขอใช้บริการต้องออกแบบระบบป้องกันไม่ให้เกิดการจ่ายไฟแบบระบบไฟฟ้าแยกโดด และให้ปลดการเชื่อมต่อทันทีเมื่อโครงข่ายที่จุดเชื่อมต่อไม่มีไฟ ส่วนการทดสอบนั้น ข้อ 12.7 ส่งต่อไปยังสิ่งแนบที่ 6 ว่าด้วยขั้นตอนและวิธีการทดสอบคอนเวอร์เตอร์ และในสิ่งแนบนั้น ข้อ 3.9 ซึ่งเป็นข้อว่าด้วยการทดสอบ Anti-Islanding โดยตรง ระบุให้อ้างอิงขั้นตอนวิธีการทดสอบตาม “มาตรฐาน IEEE หรือ IEC ที่เหมาะสม” — ไม่ได้ล็อกเลขฉบับว่าต้องเป็น IEC 62116 หรือ IEEE 1547.1 ทั้งที่ในทางปฏิบัติอินเวอร์เตอร์เชิงพาณิชย์แทบทุกตัวผ่านการรับรองตามสองฉบับนั้น
ไทยกำหนดไว้ที่ 1 วินาที ซึ่งเข้มกว่า 2 วินาทีของ IEEE และมีเกณฑ์ซ้อนกันสามชั้น
ตัวเลข 2 วินาทีที่ถูกอ้างซ้ำ ๆ ในเนื้อหาภาษาไทยไม่ได้ผิด แต่มันเป็นตัวเลขของ IEEE 1547-2018 ซึ่งเป็นมาตรฐานของสหรัฐอเมริกาบนระบบ 60 Hz เอกสารประกอบการบรรยายของ IEEE SC21 ร่วมกับ Sandia ระบุ 2 วินาทีเป็นเวลาตรวจจับและตัดตั้งต้น โดยขยายได้ถึง 5 วินาทีเฉพาะกรณีที่มีการพิจารณาเป็นรายกรณี ตัวเลขนี้ไม่เปลี่ยนมาตั้งแต่ฉบับ 1547-2003 ปัญหาคือมันถูกยกมาใช้ราวกับเป็นข้อกำหนดของไทย ทั้งที่ไทยมีตัวเลขของตัวเองอยู่แล้ว และเข้มกว่า
ระเบียบ กฟภ. พ.ศ. 2559 มีข้อที่ชื่อว่า Anti-Islanding ตรงตัว คือ ข้อ 12.4 ซึ่งอยู่ในหมวดที่ 12 ว่าด้วยข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับระบบผลิตไฟฟ้าที่จ่ายไฟผ่านคอนเวอร์เตอร์ ใจความคือเพื่อไม่ให้เกิดการจ่ายไฟแบบระบบไฟฟ้าแยกโดดในขณะที่โครงข่ายไม่มีไฟ ให้ระบบผลิตไฟฟ้าของผู้ขอใช้บริการปลดวงจรออกจากโครงข่าย ภายใน 1 วินาที นี่คือตัวเลขที่ควรถูกอ้างในบริบทไทย และมันเร็วกว่าค่าตั้งต้นของ IEEE หนึ่งเท่าตัว
แต่ 1 วินาทีไม่ได้มาลำพัง ระเบียบฉบับเดียวกันวางเกณฑ์ที่ทำให้อินเวอร์เตอร์ต้องปลดตัวเองไว้ สามชั้นซ้อนกัน และแต่ละชั้นทำงานคนละเงื่อนไข
- ชั้นที่ 1 — ภาวะแยกโดดโดยตรง (ข้อ 12.4): ปลดวงจรภายใน 1 วินาที เมื่อโครงข่ายไม่มีไฟ
- ชั้นที่ 2 — ความถี่ (ข้อ 8.2): ระบบคอนเวอร์เตอร์ต้องปลดวงจรภายใน 100 มิลลิวินาที เมื่อความถี่ที่จุดเชื่อมต่ออยู่นอกช่วง 47.00–52.00 Hz โดยความถี่ของระบบตามปกติถูก กฟผ. คุมไว้ที่ 50±0.5 Hz
- ชั้นที่ 3 — แรงดัน (ข้อ 12.3): ตารางเวลาตัดวงจรตามระดับแรงดัน ณ จุดเชื่อมต่อ — ต่ำกว่า 50% ตัดใน 0.3 วินาที · 50–90% ตัดใน 2.0 วินาที · 90–110% ทำงานต่อเนื่อง · 110–120% ตัดใน 1.0 วินาที · ตั้งแต่ 120% ขึ้นไป ตัดใน 0.16 วินาที
สังเกตว่าชั้นที่ 3 คือคำตอบของไทยต่อสิ่งที่ IEEE เรียกว่าตารางแรงดัน และมันไม่สมมาตรเช่นกัน แต่ไม่ตรงกับตัวเลขของ IEEE ทั้งกรอบและเวลา ส่วนขากลับก็มีกำหนดไว้เหมือนกัน คือข้อ 12.5 ระบุให้หน่วงเวลาก่อนเชื่อมต่อกลับเข้าระบบไว้ 20 วินาที ถึง 5 นาที หลังโครงข่ายกลับสู่สภาวะปกติ เพื่อไม่ให้ระบบทั้งเขตกระโดดกลับเข้ามาพร้อมกัน
ขอบเขต — ใครถูกบังคับบ้าง: ข้อ 2.2 ของระเบียบระบุผู้ขอใช้บริการที่อยู่ในบังคับไว้สี่กลุ่ม คือผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และผู้ประกอบกิจการไฟฟ้ารายอื่น โดยยกเว้น กฟผ. และ กฟน. กลุ่มที่สามคือกลุ่มที่ระบบโซลาร์ซึ่งผลิตไว้ใช้เองล้วน ๆ สังกัดอยู่ ดังนั้นเกณฑ์ทั้งสามชั้นข้างต้นไม่ได้ใช้เฉพาะกับคนที่ขายไฟเข้าระบบ ส่วนการที่ กฟน. ถูกยกเว้นไว้ในข้อนี้ หมายความว่าผู้ใช้ไฟในเขตนครหลวงอยู่ภายใต้เอกสารคนละฉบับ ซึ่งเราไม่ได้เปิดอ่านในรอบนี้ — อย่านำตัวเลขชุดนี้ไปใช้กับพื้นที่ กฟน. โดยอัตโนมัติ

| รายการ | IEEE 1547-2018 (สหรัฐฯ, ฐาน 60 Hz) | ระเบียบ กฟภ. พ.ศ. 2559 (ไทย, ฐาน 50 Hz) |
|---|---|---|
| เวลาหยุดจ่ายไฟเมื่อเกิดภาวะแยกโดด | 2 วินาที (ค่าตั้งต้น) ขยายถึง 5 วินาทีได้เป็นรายกรณี | 1 วินาที (ข้อ 12.4) |
| กรอบความถี่ก่อนตัด | ทำงานต่อเนื่องราว 59.0–61.0 Hz (±1.0 Hz) และผ่อนผันถึงราว 58.8–61.2 Hz (±1.2 Hz) | 47.00–52.00 Hz (−3.0/+2.0 Hz) โดยระบบถูกคุมไว้ที่ 50±0.5 Hz |
| เวลาที่ต้องทนอยู่ก่อนอนุญาตให้ตัด | นานถึงราว 299 วินาที ในย่านผ่อนผัน | ไม่มีขั้นทนในข้อนี้ มีเฉพาะ ride-through ด้านแรงดันตกที่ระดับกลาง/สูง เกิน 500 kW |
| เวลาตัดเมื่อความถี่หลุดกรอบ | ขึ้นกับหมวดสมรรถนะและระดับที่ตั้งไว้ | 100 มิลลิวินาที สำหรับระบบคอนเวอร์เตอร์ (ข้อ 8.2) |
| แรงดันที่ตัด (ค่าตั้งต้น) | UV1 0.88 p.u. / 2.0 s · OV1 1.10 p.u. / 2.0 s · UV2 0.50 p.u. / 0.32 s · OV2 1.20 p.u. / 0.16 s | ข้อ 12.3: V<50% → 0.3 s · 50–90% → 2.0 s · 90–110% → ต่อเนื่อง · 110–120% → 1.0 s · V≥120% → 0.16 s |
| หน่วงเวลาก่อนต่อกลับ | ไม่ได้ตรวจสอบในรอบนี้ | 20 วินาที ถึง 5 นาที (ข้อ 12.5) |
| มาตรฐานทดสอบที่กำหนด | IEEE 1547.1-2020 | “มาตรฐาน IEEE หรือ IEC ที่เหมาะสม” ไม่ระบุเลขฉบับ (สิ่งแนบที่ 6 ข้อ 3.9) |
ตารางนี้ยังลบตัวเลขที่ถูกอ้างผิดอีกคู่หนึ่งด้วย เนื้อหาทั่วไปมักบอกว่าเกณฑ์เชิงรับคือ “แรงดันเกิน ±10% หรือความถี่เกิน ±1 Hz” ค่าจริงของ IEEE 1547-2018 ไม่สมมาตร — ฝั่งแรงดันต่ำตัดที่ 0.88 p.u. คือ −12% ไม่ใช่ −10% และฝั่งความถี่นั้น ±1 Hz ในกรอบสมัยใหม่ไม่ใช่จุดตัดอีกต่อไป แต่อยู่ ภายใน ย่านที่บังคับให้อินเวอร์เตอร์ต้องทนอยู่ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาในหัวข้อถัดไปโดยตรง ส่วนของไทยนั้นตัวเลขแรงดันจริงอยู่ในข้อ 12.3 ตามตาราง ไม่ใช่ ±10% กลม ๆ เช่นกัน
ข้อสังเกตสำหรับคนที่จะไปเปิดเอกสารต่อ: หน้าที่มีข้อ 12.3 ถึง 12.7 ในไฟล์ PDF ของระเบียบฉบับนี้เป็น หน้าสแกนเป็นภาพ ขณะที่หน้าอื่นเป็นข้อความจริง เครื่องมือดึงข้อความจึงคืนค่าว่างจากหน้านั้นโดยไม่แจ้งข้อผิดพลาด ใครที่ค้นเอกสารนี้ด้วยการค้นหาข้อความอย่างเดียวจะพลาดข้อ 12.4 ทั้งข้อ ซึ่งเป็นข้อที่ตรงประเด็นที่สุดในทั้งฉบับ
Passive Method ตรวจไม่พบเมื่อกำลังผลิตบังเอิญเท่ากับโหลด และนั่นคือนิยามของ NDZ
วิธีเชิงรับเฝ้าดูพารามิเตอร์ที่ขั้วของอินเวอร์เตอร์ล้วน ๆ ได้แก่ ขนาดแรงดัน ความถี่ อัตราการเปลี่ยนแปลงความถี่ และการกระโดดของมุมเฟส หลุดกรอบเมื่อไรก็ตัด ข้อดีคือไม่รบกวนคุณภาพไฟเลยแม้แต่น้อย และไม่มีทางรบกวนอินเวอร์เตอร์ตัวอื่น ข้อเสียอยู่ที่ตรรกะพื้นฐานของมัน
กลไกที่ทำให้แรงดันและความถี่เปลี่ยนหลังกริดหลุด คือความไม่สมดุลระหว่างกำลังที่อินเวอร์เตอร์ผลิตกับกำลังที่โหลดในเกาะต้องการ กำลังจริงที่เกินหรือขาด (ΔP) ดันแรงดันขึ้นหรือลง กำลังรีแอกทีฟที่เกินหรือขาด (ΔQ) ดันความถี่ให้เลื่อนไปจนวงจรกลับเข้าสู่สภาวะเรโซแนนซ์ใหม่ ถ้าไม่มีความไม่สมดุล ก็ไม่มีอะไรให้เปลี่ยน อินเวอร์เตอร์จึงเห็นภาพที่ขั้วเหมือนกริดยังอยู่ทุกประการ ช่วงของ ΔP และ ΔQ ที่วิธีหนึ่ง ๆ ตรวจไม่พบ เรียกว่า Non-Detection Zone (NDZ) และวิธีเชิงรับล้วนมี NDZ ที่กว้าง

สถานการณ์เลวร้ายที่สุดจึงไม่ใช่วันที่ระบบทำงานผิดปกติ แต่เป็นวันที่มันทำงานได้พอดีเป๊ะ บ้านที่ติดตั้ง 5 kW แล้วบังเอิญใช้ไฟอยู่ประมาณ 5 kW ในจังหวะที่ไฟดับ คือเงื่อนไขที่วิธีเชิงรับมองไม่เห็น การทดสอบตามมาตรฐานจึงจงใจสร้างเงื่อนไขนี้ขึ้นมา โดยใช้โหลด RLC ขนานที่เรโซแนนซ์ที่ความถี่กริดพอดี ปรับให้ตัวประกอบคุณภาพ (quality factor, Qf) ของโหลดมีค่าประมาณ 1.00 ในทุกกรณีทดสอบของชุด Category B ตามขั้นตอน IEEE 1547.1-2020 ค่านี้เราอ่านจาก ตาราง I ของรายงานที่ Sandia และ PNNL สร้างชุดทดสอบ Power-Hardware-in-the-Loop ขึ้นมาจำลองเมทริกซ์ทดสอบนั้นโดยตรง — ไม่ได้อ่านจากตัวมาตรฐาน IEEE 1547.1-2020 เอง ซึ่งเป็นเอกสารที่ต้องซื้อ เกณฑ์รุ่นเก่าตาม IEEE 929-2000 / UL 1741 เคยยอมให้ Qf สูงถึง 2.5 ซึ่งเป็นโหลดที่โหดกว่ามาก
ความหมายของ Qf ในเชิงวิศวกรรมคือความ “ดื้อ” ของโหลดเรโซแนนซ์ โหลดที่ Qf สูงจะตรึงความถี่ของเกาะไว้ที่จุดเรโซแนนซ์อย่างเหนียวแน่น ทำให้วิธีที่พยายามผลักความถี่ให้เลื่อนออกทำงานได้ยากขึ้น การกำหนดค่าทดสอบจึงเป็นการกำหนดว่า “ยากแค่ไหนถึงจะถือว่าผ่าน”
Active Method ย่อ NDZ ด้วยการป้อนกลับเชิงบวก ไม่ใช่การฉีดความถี่ที่เพี้ยนไปเฉย ๆ
วิธีเชิงรุกแก้ปัญหาที่ต้นตอ คือมันไม่รอให้ความไม่สมดุลเกิดขึ้นเอง แต่สร้างความไม่สมดุลเล็ก ๆ ขึ้นมาเองแล้วดูว่าระบบตอบสนองอย่างไร ถ้ากริดยังอยู่ กริดคือแหล่งจ่ายที่แข็งแรงมากเมื่อเทียบกับอินเวอร์เตอร์ตัวเดียว มันจะตรึงแรงดันและความถี่ไว้จนการรบกวนนั้นไม่มีผล แต่ถ้ากลายเป็นเกาะแล้ว ไม่มีอะไรมาตรึง การรบกวนเล็ก ๆ จึงขยายตัวจนหลุดกรอบและถูกจับได้
Sandia Frequency Shift (SFS) เป็นวิธีที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุดและถูกอธิบายผิดบ่อยที่สุด คำอธิบายที่พบทั่วไปคือ “อินเวอร์เตอร์ฉีดกระแสที่ความถี่เบี่ยงเบนไปจากกริดเล็กน้อย” ซึ่งพลาดกลไกที่ทำให้มันได้ผล กลไกจริงคือ การป้อนกลับเชิงบวกบนสัดส่วนการตัดคลื่น (chopping fraction, cf) ของรูปคลื่นกระแสที่ฉีดออกไป โดยทำให้ cf เป็นฟังก์ชันของ ค่าความคลาดเคลื่อน ของความถี่ที่วัดได้ ในรูป cf = cf₀ + K·Δf เมื่อความถี่ของเกาะเริ่มเลื่อนไปทางใดทางหนึ่ง สัดส่วนการตัดคลื่นจะเพิ่มขึ้นและผลักความถี่ให้เลื่อนไปทางเดิมมากขึ้นอีก เป็นวงป้อนกลับที่เสริมตัวเอง ไม่ใช่การตั้งค่าออฟเซ็ตความถี่ไว้คงที่ นี่คือเหตุผลที่ SFS มี NDZ เล็กที่สุดวิธีหนึ่ง และเป็นเหตุผลเดียวกันที่การลดค่าเกน K ลงเพื่อให้ระบบสุภาพขึ้นจะทำให้ NDZ ใหญ่ขึ้นทันที กลไกนี้อ้างอิงจาก รายงาน SAND2002-3591 ของ Sandia หัวข้อ Sandia Frequency Shift
SFS ไม่ได้อยู่ลำพัง มันเป็นสมาชิกหนึ่งของตระกูล “ป้อนกลับเชิงบวก” ที่ Sandia จัดหมวดไว้ในรายงานเดียวกัน
| วิธี | สิ่งที่ถูกรบกวน | ลักษณะเด่น |
|---|---|---|
| Active Frequency Drift (AFD) | สัดส่วนการตัดคลื่น แบบค่าคงที่ | บรรพบุรุษของ SFS ไม่มีการป้อนกลับ ทำง่ายแต่ NDZ ใหญ่กว่าชัดเจน |
| Sandia Frequency Shift (SFS) | สัดส่วนการตัดคลื่น ผ่านการป้อนกลับเชิงบวกบนความถี่ | NDZ เล็กที่สุดกลุ่มหนึ่ง แลกกับการเพี้ยนของรูปคลื่นที่เพิ่มขึ้น |
| Slip-Mode Frequency Shift (SMS) | มุมเฟส | ใช้แนวคิดป้อนกลับเชิงบวกเดียวกัน แต่กระทำกับเฟสแทนความถี่ |
| Sandia Voltage Shift (SVS) | ขนาดแรงดัน | ป้อนกลับเชิงบวกบนแอมพลิจูด จับคู่กับ SFS ได้เพราะคุมคนละแกน |
| Impedance Measurement | ฉีดฮาร์มอนิกกระแสที่ความถี่เฉพาะ | วัดอิมพีแดนซ์ที่เห็น กริดให้ค่าต่ำ เกาะให้ค่าสูง |
ราคาที่ต้องจ่ายของทุกวิธีในตารางนี้คือ อินเวอร์เตอร์กำลังจงใจทำให้ไฟที่ตัวเองผลิตแย่ลงเล็กน้อยตลอดเวลา เพื่อซื้อความสามารถในการตรวจจับ วิศวกรรมของ Anti-Islanding จึงเป็นการหาสมดุลระหว่างสามสิ่งที่ขัดกันเอง คือขนาด NDZ คุณภาพไฟ และอัตราการตัดผิดพลาด
Ride-Through สมัยใหม่ทำให้เกาะอยู่รอดนานขึ้น และมีผลการทดสอบยืนยันแล้ว
นี่คือความขัดแย้งที่เนื้อหาเก่าเกือบทั้งหมดยังไม่พูดถึง เมื่อสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบสูงขึ้น ผู้คุมกริดต้องการสิ่งที่ตรงข้ามกับการตัดไว: ถ้าอินเวอร์เตอร์หลายแสนตัวปลดตัวเองพร้อมกันเพราะความถี่แกว่งเล็กน้อย การแกว่งนั้นจะกลายเป็นไฟดับเป็นบริเวณกว้างทันที มาตรฐานสมัยใหม่จึงบังคับให้อินเวอร์เตอร์ ทนอยู่ (ride-through) และยิ่งกว่านั้นคือให้ช่วยพยุงระบบด้วยฟังก์ชันอย่าง Volt-Watt และ Frequency-Watt
ปัญหาคือความสามารถสองอย่างนี้ทำงานสวนทางกันโดยตรง Anti-Islanding ต้องการให้ตัดเร็วเมื่อพารามิเตอร์ผิดปกติ ส่วน ride-through สั่งไม่ให้ตัด และฟังก์ชันพยุงกริดยัง ช่วยดึง แรงดันและความถี่ของเกาะให้กลับเข้ากรอบปกติอีกด้วย ผลคือ NDZ ขยายตัว
เรื่องนี้มีการวัดจริงแล้ว รายงานของ Sandia ร่วมกับ PNNL นำอินเวอร์เตอร์จริงเข้าชุดทดสอบ Unintentional Islanding ตาม IEEE 1547.1-2020 Category B ครบทั้ง 10 กรณี โดยเปิดฟังก์ชันพยุงกริดไว้ที่ค่าตั้ง ride-through แบบเข้มที่สุด ผลคืออินเวอร์เตอร์ดำรงโหมดเกาะไว้ได้ในหลายกรณีทดสอบ — ในกรณีหนึ่งทำงานในโหมดเกาะต่อเนื่องตลอดช่วงทดสอบ
แต่ต้องอ่านผลนี้ให้ตรงกับที่เขาทดสอบ รายงานระบุชัดว่าการทดสอบชุดนั้น ปิดฟังก์ชันตรวจจับภาวะแยกโดดของอินเวอร์เตอร์ไว้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าอินเวอร์เตอร์ประคองโหมดเกาะได้ ดังนั้นผลนี้ ไม่ใช่ หลักฐานว่า Active Method ถูก ride-through เอาชนะ สิ่งที่มันแสดงคือข้อความที่แคบกว่าแต่ยังสำคัญ คือเมื่อฟังก์ชันพยุงกริดดึงแรงดันและความถี่ให้อยู่ในกรอบปกติได้ ระบบป้องกันเชิงรับจะไม่เห็นความผิดปกติใดให้ตัดเลย — นั่นคือ NDZ ของวิธีเชิงรับถูกขยายออกโดยตรง ส่วนตัวเลข 11 ไซเคิลที่ปรากฏในกรณีทดสอบหนึ่งนั้น ผู้เขียนรายงานเองระบุว่าเกิดจากความไม่เสถียรของชุดทดสอบ Power-Hardware-in-the-Loop ไม่ใช่ผลของฟิสิกส์การแยกโดด จึงไม่ควรถูกอ้างเป็นตัวเลขความเร็วในการตรวจจับ ในระดับนโยบาย เอกสารของ Sandia/IEEE ระบุความเสี่ยงภาวะแยกโดดจากอุปกรณ์ที่ ride-through และควบคุมแรงดัน/ความถี่ ไว้เป็นรายการที่การไฟฟ้าต้องคัดกรองเป็นการเฉพาะ
ความเสี่ยงชั้นที่สองมาจากจำนวน เมื่อมีอินเวอร์เตอร์หลายตัวบนสายป้อนเดียวกัน การรบกวนเชิงรุกของแต่ละตัวซึ่งออกแบบมาโดยผู้ผลิตต่างรายกัน สามารถหักล้างกันเองจนการตรวจจับล้มเหลว รายงานของ Sandia ระบุปัญหานี้ไว้ตรง ๆ ทั้งกรณีการรบกวนที่หักล้างกัน และกรณีที่กลไกลดการรบกวนระหว่างกัน (de-synchronization) กลับทำให้ NDZ ใหญ่ขึ้นเมื่อจำนวนอินเวอร์เตอร์เพิ่มขึ้น สำหรับหมู่บ้านจัดสรรในไทยที่ติดโซลาร์กันหนาแน่นขึ้นทุกปีบนหม้อแปลงลูกเดียวกัน นี่คือทิศทางที่ควรจับตา ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยการเลือกยี่ห้ออินเวอร์เตอร์
ระเบียบของ กฟภ. มีเพดานที่จำกัดความหนาแน่นนี้อยู่แล้วโดยไม่ได้เขียนไว้เพื่อเหตุผลเรื่องการตรวจจับ ข้อ 4.1.2 กำหนดว่ากำลังผลิตติดตั้งรวมของผู้เชื่อมต่อทุกรายที่อยู่บนหม้อแปลงจำหน่ายลูกเดียวกัน ต้องไม่เกิน ร้อยละ 15 ของพิกัดหม้อแปลง และข้อ 4.1.1 จำกัดการเชื่อมต่อแบบเฟสเดียวไว้ที่กำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ เพดานร้อยละ 15 นี้คือสิ่งที่กันไม่ให้สายป้อนหนึ่ง ๆ ไปถึงระดับความหนาแน่นที่งานวิจัยข้างต้นเตือนไว้ ผลพลอยได้คือมันเป็นเหตุผลว่าทำไมเพื่อนบ้านที่ยื่นขอเชื่อมต่อทีหลังจึงอาจถูกปฏิเสธทั้งที่อุปกรณ์ผ่านทุกมาตรฐาน — โควตาของหม้อแปลงลูกนั้นเต็มแล้ว
สิ่งที่ผู้ซื้อทำได้จริงคือตรวจว่าอินเวอร์เตอร์อยู่ในทะเบียนผลิตภัณฑ์ของการไฟฟ้า
ทั้งหมดข้างต้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเฟิร์มแวร์ซึ่งเจ้าของบ้านตรวจสอบเองไม่ได้ สิ่งที่ตรวจสอบได้และมีผลทางกฎหมายจริงมีข้อเดียว คืออินเวอร์เตอร์รุ่นนั้นผ่านการขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าแล้วหรือยัง ถ้ายัง คุณจะไม่ได้ ใบขนานไฟฟ้า และระบบก็เชื่อมต่อเข้าโครงข่ายอย่างถูกต้องไม่ได้ ไม่ว่าอุปกรณ์จะดีเพียงใด
- ตรวจรายการที่ขึ้นทะเบียนกับ กฟภ. ที่ระบบทะเบียนผลิตภัณฑ์ smartlist.pea.co.th ซึ่งเป็นระบบที่ยังมีการปรับปรุงอยู่ ให้ใช้ระบบนี้แทนไฟล์ PDF รายชื่ออินเวอร์เตอร์ที่ยังลอยอยู่ตามเว็บต่าง ๆ ซึ่งบางไฟล์ลงวันที่ไว้ตั้งแต่ มี.ค. 2565 และเก่าเกินกว่าจะใช้ตัดสินใจ
- ยื่นคำขอเชื่อมต่อผ่านระบบ PPIM ที่ ppim.pea.co.th ซึ่งรองรับทั้งกรณีขายไฟเข้าระบบและกรณีเชื่อมต่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อใช้เอง
- ผู้ใช้ไฟในเขต กฟน. ต้องตรวจกับระบบขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ของ กฟน. แยกต่างหาก เราไม่สามารถเปิดหน้าเว็บของ กฟน. ได้ในการตรวจสอบรอบนี้ จึงไม่ยืนยันรายละเอียดของฝั่ง กฟน. ให้ตรวจสอบกับ กฟน. โดยตรง
คำถามที่ตามมาเสมอคือ แล้วมี มอก. บังคับเรื่อง Anti-Islanding หรือไม่ คำตอบ ณ เวลาที่เขียนคือ ไม่มี สิ่งที่ผูกพันอยู่คือรายงานผลทดสอบและการขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้า ไม่ใช่ มอก. ที่ว่าด้วยการทดสอบภาวะแยกโดดโดยเฉพาะ มีร่างกฎกระทรวงที่จะกำหนดให้อินเวอร์เตอร์เป็นสินค้าควบคุมตาม มอก. 2603 เล่ม 2-2556 (รับมาจาก IEC 62109-2:2011) ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น แต่ต้องแยกให้ชัด: นั่นคือมาตรฐานความปลอดภัยทั่วไปของอินเวอร์เตอร์ คนละฉบับกับมาตรฐานขั้นตอนการทดสอบภาวะแยกโดดซึ่งคือ IEC 62116 การเห็นข่าวร่าง มอก. แล้วสรุปว่าต่อไปนี้ Anti-Islanding จะถูกบังคับด้วย มอก. เป็นการเชื่อมโยงที่หลักฐานยังไม่รองรับ
สำหรับผู้ที่กำลังเลือกอุปกรณ์อยู่ ประเด็นนี้ควรอ่านคู่กับแนวทางเลือกอินเวอร์เตอร์ และหากระบบของคุณจะขายไฟเข้าระบบ เงื่อนไขของโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เป็นอีกชั้นที่กำหนดว่าอุปกรณ์และการเชื่อมต่อต้องผ่านอะไรบ้าง
ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2569 — มาตรฐานและระเบียบในบทความนี้เป็นเนื้อหาที่มีการปรับปรุงเป็นระยะ VDE-AR-N 4105 เพิ่งเปลี่ยนฉบับเมื่อ มี.ค. 2569 และร่าง มอก. สำหรับอินเวอร์เตอร์ยังอยู่ในกระบวนการ ก่อนนำตัวเลขใด ๆ ไปใช้ออกแบบหรือยื่นเรื่อง ให้ยืนยันฉบับปัจจุบันกับ กฟภ. หรือ กฟน. เขตของคุณ และกับ สมอ. สำหรับสถานะของ มอก.
สรุปเชิงวิศวกรรม
- Anti-Islanding มีอยู่เพื่อไม่ให้อินเวอร์เตอร์จ่ายแรงดันเข้าสายที่ช่างการไฟฟ้าเข้าใจว่าดับแล้ว อินเวอร์เตอร์ไม่มีสายสัญญาณบอกว่ากริดดับ มันต้องอนุมานจากแรงดันและกระแสที่ขั้วของตัวเองเท่านั้น
- มาตรฐานกำหนดผลลัพธ์ ไม่ได้กำหนดวิธี IEEE 1547 อนุญาตให้ใช้อัลกอริทึมใดก็ได้ที่ผ่านการทดสอบ VDE-AR-N 4105 ของเยอรมนีเดินทางรีเลย์เฝ้าระวังเชิงรับ และระเบียบ กฟภ. พ.ศ. 2559 ก็ใช้ถ้อยคำเปิดกว้างว่าให้อ้างอิงมาตรฐาน IEEE หรือ IEC ที่เหมาะสม (สิ่งแนบที่ 6 ข้อ 3.9)
- ตัวเลข 2 วินาทีเป็นค่าตั้งต้นของ IEEE 1547-2018 ไม่ใช่ของไทย ไทยกำหนดไว้เข้มกว่าที่ 1 วินาที ตามข้อ 12.4 และมีเกณฑ์ซ้อนอีกสองชั้น คือความถี่ (ปลดภายใน 100 มิลลิวินาที เมื่อหลุดช่วง 47.00–52.00 Hz ตามข้อ 8.2) และแรงดัน (ตารางเวลาตัดตามข้อ 12.3) ทั้งหมดนี้บังคับกับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อใช้เองด้วย ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ขายไฟเข้าระบบ
- NDZ คือช่วงความไม่สมดุลกำลังที่ตรวจไม่พบ วิธีเชิงรับมี NDZ กว้าง จุดที่อันตรายที่สุดคือจุดที่การผลิตพอดีกับการใช้ การทดสอบมาตรฐานจึงจงใจสร้างเงื่อนไขนั้นด้วยโหลด RLC เรโซแนนซ์ที่ Qf ประมาณ 1.00
- Active Method ทำงานด้วยการป้อนกลับเชิงบวก ไม่ใช่การฉีดสัญญาณที่ความถี่คงที่ ต้นทุนคือคุณภาพไฟที่แย่ลงเล็กน้อยตลอดเวลา
- ข้อกำหนด ride-through สมัยใหม่และการมีอินเวอร์เตอร์หนาแน่นบนสายป้อนเดียวกัน ทั้งสองอย่างขยาย NDZ ของระบบป้องกันเชิงรับ โดยมีการวัดกับอินเวอร์เตอร์จริงรองรับ — แต่การทดสอบนั้นปิดฟังก์ชันตรวจจับภาวะแยกโดดไว้ จึงไม่ใช่หลักฐานว่าวิธีเชิงรุกถูกเอาชนะ
- สิ่งที่ผู้ซื้อทำได้คือตรวจว่าอินเวอร์เตอร์ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าแล้ว เพราะนั่นคือเงื่อนไขของใบขนานไฟฟ้า ปัจจุบันยังไม่มี มอก. ที่บังคับการทดสอบภาวะแยกโดดโดยเฉพาะ
อ้างอิง
- IEEE — “IEEE 1547-2018: IEEE Standard for Interconnection and Interoperability of Distributed Energy Resources with Associated Electric Power Systems Interfaces” (สถานะ Active แก้ไขเพิ่มเติมโดย IEEE 1547a-2020). standards.ieee.org — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- IEC — “IEC 62116:2014 Utility-interconnected photovoltaic inverters – Test procedure of islanding prevention measures,” Edition 2.0 (2014-02-26) มีผลบังคับใช้อยู่. webstore.iec.ch — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- IEC — “IEC 61727:2004 Photovoltaic (PV) systems – Characteristics of the utility interface,” Edition 2.0 (2004-12-14). webstore.iec.ch — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- DKE — “VDE-AR-N 4105:2026-03” ฉบับปัจจุบัน มีผล 1 มี.ค. 2569 แทนที่ฉบับ 2018-11. dke.de — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- A. Ellis, Y. Miyamoto, S. Gonzalez, M. Ropp, D. Schutz, T. Sato — “Comparative Analysis of Anti-Islanding Requirements and Test Procedures in the United States and Japan,” SAND2013-4924C, Sandia National Laboratories (2556 / 2013). osti.gov — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- W. Bower, M. Ropp — “Evaluation of Islanding Detection Methods for Utility-Interactive Inverters in Photovoltaic Systems,” SAND2002-3591, Sandia National Laboratories (พ.ย. 2545 / Nov 2002). osti.gov — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- E. Desarden-Carrero, R. Darbali-Zamora, N. S. Gurule และคณะ — “Evaluation of the IEEE Std 1547.1-2020 Unintentional Islanding Test Using Power Hardware-in-the-Loop,” Sandia National Laboratories / PNNL (2564 / 2021). osti.gov — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- C. Vartanian (IEEE SC21), M. Ropp (Sandia National Laboratories) — “Introduction to IEEE 1547 Standard for Interconnecting Distributed Energy Resources with Electric Power Systems,” Vermont Public Utility Commission Energy Storage Systems Workshop #2 (9 พ.ย. 2566). sandia.gov — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- ABB — “Data sheet: Grid feeding monitoring relay acc. to VDE-AR-N 4105, CM-UFD.M31”. library.e.abb.com — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- SMA Solar Technology AG — “Grid and PV system protection in accordance with VDE-AR-N 4105”. manuals.sma.de — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค — “ระเบียบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า พ.ศ. 2559” (ประกาศ ณ วันที่ 12 กันยายน 2559) ข้อ 2.2, 4.1.1, 4.1.2, 7.1.8, 8.2, 12.3, 12.4, 12.5, 12.7 และสิ่งแนบที่ 6 ข้อ 3.9, 3.10. smartlist.pea.co.th — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค — ระบบขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สำหรับระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน. smartlist.pea.co.th/products — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค — ระบบบริหารจัดการข้อมูลผู้ผลิตไฟฟ้า (PPIM). ppim.pea.co.th — เข้าถึงเมื่อ 25 ก.ค. 2569
หมายเหตุเรื่องความครบถ้วนของแหล่งข้อมูล: เนื้อความของ IEC 62116:2014 และ IEEE 1547.1-2020 เป็นเอกสารที่ต้องซื้อ เราเปิดอ่านได้เพียงหน้าแคตตาล็อกที่ยืนยันเลขฉบับและสถานะ ส่วนตัวเลขในเนื้อหา เช่น Qf ประมาณ 1.00 และค่าตั้งต้นของแรงดัน/ความถี่ อ้างจากรายงานของห้องปฏิบัติการแห่งชาติที่นำมาตรฐานไปใช้และตีพิมพ์ตารางค่าเหล่านั้น ไม่ได้อ้างจากตัวบทมาตรฐานโดยตรง ส่วนหน้าเว็บของ กฟน. เปิดไม่ได้ในรอบการตรวจสอบนี้ จึงไม่มีการยืนยันรายละเอียดฝั่ง กฟน. ในบทความ
คำถามที่พบบ่อย
Anti-Islanding คืออะไร และทำไมอินเวอร์เตอร์ต้องมี
คือฟังก์ชันที่บังคับให้อินเวอร์เตอร์หยุดจ่ายไฟและปลดตัวเองออกจากระบบเมื่อไฟจากการไฟฟ้าดับ เหตุผลคือถ้ามันยังจ่ายไฟต่อ สายที่ช่างการไฟฟ้าเข้าใจว่าดับแล้วจะยังมีแรงดันอยู่ อันตรายชั้นที่สองคือเมื่อการไฟฟ้าจ่ายไฟกลับเข้ามา แรงดันสองฝั่งจะไม่ตรงเฟสกันและเกิดกระแสกระชากที่ทำลายอุปกรณ์ทั้งสองฝั่ง ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ยากคืออินเวอร์เตอร์ไม่มีสายสัญญาณบอกว่ากริดดับ มันต้องอนุมานเอาจากแรงดันและกระแสที่ขั้วของตัวเองเท่านั้น
มาตรฐานบังคับให้อินเวอร์เตอร์ใช้ Active Method หรือไม่
ไม่บังคับ นี่คือความเข้าใจผิดที่พบมากที่สุด IEEE 1547 เป็นมาตรฐานเชิงผลลัพธ์ที่กำหนดว่าต้องหยุดจ่ายไฟเข้าเกาะภายในเวลาที่กำหนด โดยเอกสารของ Sandia National Laboratories ระบุตรงตัวว่ามาตรฐานไม่ได้กำหนดชนิดของอัลกอริทึม อัลกอริทึมใดก็ตามที่ผ่านการทดสอบใช้ได้หมด ส่วน VDE-AR-N 4105 ของเยอรมนีใช้สถาปัตยกรรมรีเลย์เฝ้าระวังที่ทำงานด้วยพารามิเตอร์เชิงรับเป็นหลัก ที่ผู้ผลิตแทบทุกรายใช้ Active Method จึงเป็นเพราะเป็นทางเดียวที่ย่อโซนตรวจไม่พบให้เล็กพอจะผ่านการทดสอบได้ ไม่ใช่เพราะมาตรฐานสั่ง
อินเวอร์เตอร์ในไทยต้องตัดไฟภายในกี่วินาที
ตัวเลข 2 วินาทีที่อ้างกันทั่วไปเป็นค่าตั้งต้นของ IEEE 1547-2018 ซึ่งเป็นมาตรฐานสหรัฐอเมริกาบนระบบ 60 Hz ไม่ใช่ของไทย ระเบียบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2559 มีข้อที่ชื่อ Anti-Islanding ตรงตัวคือข้อ 12.4 ซึ่งกำหนดให้ปลดวงจรออกจากระบบโครงข่ายภายใน 1 วินาที เมื่อโครงข่ายไม่มีไฟ เข้มกว่าค่าตั้งต้นของ IEEE หนึ่งเท่าตัว และยังมีเกณฑ์ซ้อนอีกสองชั้น คือข้อ 8.2 ที่ให้ระบบคอนเวอร์เตอร์ปลดวงจรภายใน 100 มิลลิวินาที เมื่อความถี่อยู่นอกช่วง 47.00-52.00 Hz และข้อ 12.3 ซึ่งเป็นตารางเวลาตัดวงจรตามระดับแรงดัน
NDZ หรือโซนตรวจไม่พบ คืออะไร
คือช่วงของความไม่สมดุลกำลังระหว่างสิ่งที่อินเวอร์เตอร์ผลิตกับสิ่งที่โหลดในเกาะใช้ ซึ่งวิธีตรวจจับนั้น ๆ มองไม่เห็น กลไกคือแรงดันจะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อกำลังจริงไม่สมดุล และความถี่จะเลื่อนก็ต่อเมื่อกำลังรีแอกทีฟไม่สมดุล ถ้าการผลิตบังเอิญพอดีกับการใช้ ก็ไม่มีอะไรให้เปลี่ยน อินเวอร์เตอร์จึงเห็นภาพเหมือนกริดยังอยู่ทุกประการ สถานการณ์อันตรายที่สุดจึงไม่ใช่วันที่ระบบผิดปกติ แต่เป็นวันที่มันพอดีเป๊ะ การทดสอบมาตรฐานจึงจงใจสร้างเงื่อนไขนี้ด้วยโหลด RLC ขนานที่เรโซแนนซ์ที่ความถี่กริด โดยตั้งตัวประกอบคุณภาพไว้ประมาณ 1.00
ข้อกำหนด Ride-Through ขัดแย้งกับ Anti-Islanding จริงหรือไม่
จริง และมีผลการทดสอบยืนยันแล้ว ไม่ใช่แค่ข้อกังวลเชิงทฤษฎี Anti-Islanding ต้องการให้ตัดเร็วเมื่อแรงดันหรือความถี่ผิดปกติ ส่วน ride-through สั่งไม่ให้ตัดเพื่อไม่ให้อินเวอร์เตอร์นับแสนตัวปลดพร้อมกันจนการแกว่งเล็ก ๆ กลายเป็นไฟดับบริเวณกว้าง ยิ่งกว่านั้นฟังก์ชันพยุงกริดยังช่วยดึงแรงดันและความถี่ของเกาะให้กลับเข้ากรอบปกติ ผลคือ NDZ ขยายตัว รายงานของ Sandia ร่วมกับ PNNL ทดสอบอินเวอร์เตอร์จริงครบทั้ง 10 กรณีของชุดทดสอบ IEEE 1547.1-2020 Category B แล้วพบว่าอินเวอร์เตอร์ดำรงโหมดเกาะไว้ได้ในหลายกรณี ข้อควรระวังในการอ่านผลนี้คือการทดสอบชุดนั้นปิดฟังก์ชันตรวจจับภาวะแยกโดดของอินเวอร์เตอร์ไว้ ผลจึงแสดงว่าระบบป้องกันเชิงรับถูกทำให้ตาบอด ไม่ได้แสดงว่าวิธีเชิงรุกถูกเอาชนะ
มี มอก. บังคับเรื่อง Anti-Islanding หรือยัง
ณ เดือนกรกฎาคม 2569 ยังไม่มี มอก. ที่บังคับการทดสอบภาวะแยกโดดโดยเฉพาะ สิ่งที่ผูกพันจริงคือรายงานผลทดสอบและการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับการไฟฟ้า ซึ่งเป็นเงื่อนไขของการได้ใบขนานไฟฟ้า มีร่างกฎกระทรวงที่จะกำหนดให้อินเวอร์เตอร์เป็นสินค้าควบคุมตาม มอก. 2603 เล่ม 2-2556 ซึ่งรับมาจาก IEC 62109-2 อยู่ระหว่างกระบวนการรับฟังความคิดเห็น แต่ต้องแยกให้ชัดว่านั่นคือมาตรฐานความปลอดภัยทั่วไปของอินเวอร์เตอร์ คนละฉบับกับมาตรฐานขั้นตอนการทดสอบภาวะแยกโดดซึ่งคือ IEC 62116
