การผลิตไฟฟ้าเป็นกิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามกฎหมาย ทำให้หลายคนกังวลว่าติดโซลาร์บ้านแล้วจะต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าที่ยุ่งยากหรือไม่ คำตอบสำหรับบ้านทั่วไปคือไม่ต้องขอใบอนุญาต และถ้าระบบเชื่อมต่อกับโครงข่ายของ กฟน. หรือ กฟภ. เจ้าของระบบยังไม่ต้องยื่นจดแจ้งยกเว้นเองด้วย การไฟฟ้าเป็นผู้ส่งเรื่องให้สำนักงาน กกพ. หลังตรวจรับระบบผ่าน แล้วสำนักงาน กกพ. แจ้งผลกลับมาที่เจ้าของระบบ ผู้ที่ต้องยื่นเองคือระบบที่ต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าของเอกชน ส่วนขนาดเป็นตัวกำหนดว่าต้องมีอะไรเพิ่ม ต่ำกว่า 200 kVA ไม่ต้องมีอะไรเพิ่ม ตั้งแต่ 200 kVA ขึ้นไปต้องมีใบอนุญาต พค.2 และตั้งแต่ 1,000 kVA ขึ้นไปต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าเต็มรูปแบบด้วย ถ้ากำลังดูภาพรวมว่าติดโซลาร์รูฟท็อปต้องขออนุญาตอะไรบ้างทั้งกระบวนการ ให้เริ่มที่คู่มือฉบับรวมก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านรายละเอียดการจดแจ้งยกเว้นในหน้านี้

กฎหมายยกเว้นใบอนุญาตให้แหล่งผลิตที่ต่ำกว่า 1,000 kVA อยู่แล้ว
ตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 การผลิตไฟฟ้าถือเป็นการประกอบกิจการพลังงานที่อยู่ภายใต้การกำกับของ กกพ. แต่พระราชกฤษฎีกากำหนดประเภท ขนาด และลักษณะของกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2552 กำหนดให้กิจการผลิตไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตรวมของแต่ละแหล่งผลิตต่ำกว่า 1,000 kVA ได้รับการยกเว้น ระบบโซลาร์บนหลังคาบ้านจึงไม่ต้องผ่านกระบวนการขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าเต็มรูปแบบตั้งแต่ต้น สิ่งที่เหลืออยู่คือการ “จดแจ้ง” ให้ทางการทราบว่ามีแหล่งผลิตนี้อยู่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการขออนุญาต และไม่ได้แปลว่าเจ้าของระบบต้องเป็นผู้ยื่นเสมอไป
เกณฑ์ตัดสินคือกำลังการผลิตรวมของแหล่งผลิต ไม่ใช่จำนวนแผง
สิ่งที่ใช้ตัดสินว่าต้องทำอะไรคือกำลังการผลิตรวมของแต่ละแหล่งผลิตเป็น kVA ซึ่งสำหรับระบบโซลาร์คือกำลังรวมของอินเวอร์เตอร์ ไม่ใช่จำนวนแผงหรือกำลังติดตั้งฝั่ง DC ของแผง

ระบบบ้านทั่วไปมักมีอินเวอร์เตอร์เพียงไม่กี่กิโลวัตต์ถึงไม่กี่สิบกิโลวัตต์ ซึ่งต่ำกว่า 200 kVA อยู่มาก จึงอยู่ในกลุ่มแรกทั้งหมด
ต่อกับกริดของการไฟฟ้า การไฟฟ้าเป็นผู้ส่งเรื่องให้ กกพ. ไม่ใช่เจ้าของระบบ
สำหรับระบบต่ำกว่า 200 kVA ที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายของ กฟน. หรือ กฟภ. แผนภาพกระบวนการของสำนักงาน กกพ. ไม่มีขั้นตอนใดที่เจ้าของระบบต้องยื่นเรื่องกับ กกพ. เลย งานของเจ้าของระบบอยู่ที่ฝั่งการไฟฟ้าทั้งหมด คือออกแบบตามข้อกำหนดการเชื่อมต่อ ยื่นขอตรวจสอบแบบและระบบไฟฟ้า ติดตั้ง แล้วรอการไฟฟ้าเข้าตรวจสอบ เมื่อการตรวจสอบระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์การเชื่อมต่อผ่าน การไฟฟ้าจะเดินสองเรื่องพร้อมกันจากจุดเดียวกัน คือขนานไฟ/COD และส่งข้อมูลหรือหนังสือพิจารณาการเชื่อมต่อให้สำนักงาน กกพ. จากนั้นสำนักงาน กกพ. แจ้งผลการแจ้งยกเว้นแก่เจ้าของระบบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการยกเว้นบนเว็บไซต์ของสำนักงาน

ผลในทางปฏิบัติมีสามข้อ หนึ่ง เจ้าของบ้านที่ต่อกับ กฟน./กฟภ. ไม่ต้องเตรียมเอกสารชุดที่สองสำหรับ กกพ. สอง ไม่ต้องรอเลขจดแจ้งก่อนยื่นเรื่องกับการไฟฟ้า เพราะการยกเว้นเป็นผลลัพธ์ปลายทาง ไม่ใช่เอกสารตั้งต้น สาม ถ้าเรื่องเงียบหลังการไฟฟ้าตรวจรับผ่านแล้ว จุดที่ต้องตามคือการไฟฟ้า ไม่ใช่สำนักงาน กกพ. และตรวจสอบสถานะของตัวเองได้จากประกาศรายชื่อผู้ได้รับการยกเว้นบนเว็บไซต์ของสำนักงาน กกพ.
ต่อกับโครงข่ายเอกชน เจ้าของระบบต้องยื่นจดแจ้งยกเว้นเอง และยื่นก่อนติดตั้ง
ถ้าระบบไม่ได้ต่อกับโครงข่ายของการไฟฟ้า แต่ต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของเอกชน เช่น ในนิคมอุตสาหกรรมหรืออาคารที่มีระบบจำหน่ายของตัวเอง ลำดับเปลี่ยนไปคนละแบบ เจ้าของระบบเป็นผู้ยื่นคำขอแจ้งกิจการที่ได้รับการยกเว้นต่อสำนักงาน กกพ. ผ่านระบบออนไลน์ด้วยตัวเอง และยื่นหลังจากเจ้าของโครงข่ายพิจารณาแบบและระบบไฟฟ้าผ่านแล้ว แต่ก่อนติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ จากนั้นสำนักงาน กกพ. แจ้งผลกลับและประกาศรายชื่อเช่นเดียวกับอีกเส้นทางหนึ่ง สิ่งที่ต่างออกไปอีกข้อคือกรอบเวลา ฝั่งการไฟฟ้ามีกรอบเวลากำกับไว้ในแผนภาพ คือไม่เกิน 15 วันทำการสำหรับการพิจารณาแบบ และไม่เกิน 30 วันทำการสำหรับการตรวจสอบระบบ ส่วนฝั่งโครงข่ายเอกชน เอกสารระบุไว้ตรง ๆ ว่าขึ้นอยู่กับเจ้าของระบบโครงข่ายนั้น ๆ ไม่มีกรอบเวลากลาง
ตั้งแต่ 200 kVA ขึ้นไปต้องมีใบอนุญาต พค.2 เพิ่ม
พค.2 คือใบอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุม ตามพระราชกฤษฎีกากำหนดพลังงานควบคุม พ.ศ. 2536 ซึ่งกำหนดให้พลังงานไฟฟ้าที่มีขนาดการผลิตรวมของแต่ละแหล่งผลิตตั้งแต่ 200 kVA ขึ้นไปเป็นพลังงานควบคุม การอนุญาตเป็นอำนาจหน้าที่ของ กกพ. ตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 ผู้ขอยื่นคำขอด้วยแบบ พค.1 สำนักงาน กกพ. ตรวจสอบเอกสารแล้วขอความเห็นจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เมื่อได้ความเห็นแล้วจึงจัดทำความเห็นเสนอ กกพ. เพื่อลงนาม กรอบเวลาตามคำแนะนำการยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุมของสำนักงาน กกพ. คือแล้วเสร็จภายใน 45 วัน แต่ต้องอ่านเงื่อนไขให้ครบ เพราะเป็น 45 วันนับจากวันที่เอกสารถูกต้องครบถ้วนและงานก่อสร้างติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์แล้วเสร็จไม่น้อยกว่า 90% ไม่ใช่ 45 วันนับจากวันยื่น
บนเส้นทางที่ต่อกับการไฟฟ้า ระบบขนาด 200 ถึงไม่เกิน 1,000 kVA ยังไม่ต้องยื่นจดแจ้งยกเว้นเองเช่นกัน สำนักงาน กกพ. ใช้ใบอนุญาต พค.2 หรือข้อมูลและหนังสือพิจารณาผ่านการเชื่อมต่อจากการไฟฟ้า อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นตัวตั้งต้นของการแจ้งผลยกเว้น สิ่งที่ต้องวางแผนคือลำดับ เพราะการไฟฟ้าบางแห่งกำหนดให้มี พค.2 ก่อนจึงจะขนานไฟ/COD ได้ ให้ถามเงื่อนไขข้อนี้กับการไฟฟ้าในพื้นที่ตั้งแต่ตอนยื่นแบบ ระบบขนาดนี้มักเป็นของอาคารพาณิชย์และโรงงานขนาดกลาง ไม่ใช่บ้านอยู่อาศัยทั่วไป
ตั้งแต่ 1,000 kVA ขึ้นไป ต้องมีทั้ง พค.2 และใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า
การยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2552 ครอบคลุมเฉพาะแหล่งผลิตที่ต่ำกว่า 1,000 kVA ตั้งแต่ 1,000 kVA ขึ้นไปจึงไม่ใช่การจดแจ้งยกเว้นอีกต่อไป แต่ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานประเภทผลิตไฟฟ้าจาก กกพ. เต็มรูปแบบ และเนื่องจากขนาดเกิน 200 kVA อยู่แล้ว จึงต้องมีใบอนุญาต พค.2 ควบคู่ไปด้วย โดยยื่นคำขอ พค.1 พร้อมกับคำขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานที่สำนักงาน กกพ. ต่างจากช่วง 200 ถึงไม่เกิน 1,000 kVA ที่คำแนะนำของสำนักงาน กกพ. ให้ยื่นขออนุญาตผลิตพลังงานควบคุมกับ พพ. ระบบขนาดนี้อยู่นอกขอบเขตของโซลาร์บ้านและโซลาร์อาคารพาณิชย์ทั่วไป
สรุปเชิงวิศวกรรม
ระบบโซลาร์บ้านไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า เพราะแหล่งผลิตที่ต่ำกว่า 1,000 kVA ได้รับการยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2552 และถ้าต่อกับโครงข่ายของ กฟน./กฟภ. เจ้าของระบบไม่ต้องยื่นจดแจ้งยกเว้นเอง การไฟฟ้าเป็นผู้ส่งข้อมูลให้สำนักงาน กกพ. หลังตรวจรับระบบผ่าน แล้ว กกพ. แจ้งผลกลับมาและประกาศรายชื่อบนเว็บไซต์ ผู้ที่ต้องยื่นเองคือระบบที่ต่อกับโครงข่ายเอกชน ซึ่งต้องยื่นก่อนติดตั้ง ส่วนขนาดกำหนดสิ่งที่ต้องเพิ่ม ตั้งแต่ 200 kVA ขึ้นไปต้องมีใบอนุญาต พค.2 และตั้งแต่ 1,000 kVA ขึ้นไปต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าด้วย สำหรับบ้านทั่วไป งานเอกสารทั้งหมดจึงจบอยู่ที่การขออนุญาตเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า ไม่มีขั้นตอนแยกกับ กกพ. ที่ต้องไปทำเอง
ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 · หลักเกณฑ์และขั้นตอนอาจมีการปรับปรุง ควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการไฟฟ้าในพื้นที่ก่อนดำเนินการ
อ้างอิง
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน — อินโฟกราฟิก กระบวนการจดแจ้งยกเว้นฯ สี่แผนภาพ แยกตามโครงข่ายของการไฟฟ้ากับโครงข่ายเอกชน และตามขนาดต่ำกว่า 200 kVA กับ 200 ถึงต่ำกว่า 1,000 kVA. เป็นที่มาของลำดับขั้นตอน ผู้ยื่น และกรอบเวลา 15 กับ 30 วันทำการ ในบทความนี้ เข้าถึงเมื่อ 10 สิงหาคม 2569
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน — คำแนะนำการยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ผลิตพลังงานควบคุม (พค.2). เป็นที่มาของเกณฑ์ 200 kVA และ 1,000 kVA ผู้รับคำขอในแต่ละช่วง และกรอบเวลา 45 วัน เข้าถึงเมื่อ 10 สิงหาคม 2569
- พระราชกฤษฎีกากำหนดพลังงานควบคุม พ.ศ. 2536 ออกตามความในพระราชบัญญัติการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน พ.ศ. 2535
- พระราชกฤษฎีกากำหนดประเภท ขนาด และลักษณะของกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2552
- พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 48
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน — หลักเกณฑ์และกระบวนการจดแจ้งยกเว้นการประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า (erc.or.th/th/all-exception/). เข้าถึงเมื่อ 17 กรกฎาคม 2569
คำถามที่พบบ่อย
ติดโซลาร์บ้านต้องขอใบอนุญาตผลิตไฟฟ้าไหม
ไม่ต้อง แหล่งผลิตที่ต่ำกว่า 1,000 kVA ได้รับการยกเว้นตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2552 ระบบบ้านทั่วไปซึ่งต่ำกว่า 200 kVA จึงไม่ต้องขอใบอนุญาตและไม่ต้องมีใบอนุญาต พค.2
ต้องยื่นจดแจ้งยกเว้นกับ กกพ. เองไหม
ถ้าเชื่อมต่อกับโครงข่ายของ กฟน./กฟภ. ไม่ต้อง การไฟฟ้าเป็นผู้ส่งข้อมูลให้สำนักงาน กกพ. หลังตรวจรับระบบผ่าน แล้วสำนักงาน กกพ. แจ้งผลการยกเว้นกลับมาที่เจ้าของระบบ
แล้วใครที่ต้องยื่นเอง
ระบบที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของเอกชน เจ้าของระบบยื่นคำขอแจ้งกิจการที่ได้รับการยกเว้นต่อสำนักงาน กกพ. ผ่านระบบออนไลน์เอง และต้องยื่นก่อนติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์
ระบบ 200 ถึง 1,000 kVA ต้องทำอะไรเพิ่ม
ต้องมีใบอนุญาต พค.2 โดยยื่นแบบ พค.1 ซึ่งสำนักงาน กกพ. จะขอความเห็นจาก พพ. ก่อนเสนอ กกพ. ลงนาม และการไฟฟ้าบางแห่งกำหนดให้มี พค.2 ก่อนจึงจะขนานไฟฟ้าได้
จะรู้ได้อย่างไรว่าได้รับการยกเว้นแล้ว
สำนักงาน กกพ. แจ้งผลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการยกเว้นบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ถ้าเรื่องเงียบหลังการไฟฟ้าตรวจรับผ่านแล้ว จุดที่ต้องตามคือการไฟฟ้า
