ตัวเลขที่ถูกอ้างมากที่สุดในงานติดตั้งโซลาร์ของไทย — ความต้านทานดินต่ำกว่า 5 โอห์ม สาย PV1-F อินเวอร์เตอร์ต้อง IP65 และ SPD Type 2 ที่กล่องรวมสาย DC — แทบไม่มีข้อไหนตรงกับสิ่งที่ มาตรฐานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ของไทยเขียนไว้จริง เราเปิด มาตรฐาน วสท. 022013-22 ฉบับ พ.ศ. 2565 ทั้ง 156 หน้า แล้วพบว่าค่าความต้านทานดินที่แนะนำคือ ไม่เกิน 10 โอห์ม และใช้กับหลักดินของระบบป้องกันฟ้าผ่าเท่านั้น สายไฟ DC ที่ระบุชื่อไว้มีถึงห้ามาตรฐาน โดย ไม่มี PV1-F อยู่ในนั้นเลย ส่วนพิกัด IP ของตัวอินเวอร์เตอร์ไม่ปรากฏในมาตรฐานเลยแม้แต่ครั้งเดียว และที่สำคัญกว่าตัวเลขทุกตัว คือเนื้อหาเรื่องกราวด์และฟ้าผ่าส่วนใหญ่อยู่ใน ภาคผนวก ซึ่งมาตรฐานเขียนกำกับไว้เองว่าไม่ใช่ส่วนหนึ่งของมาตรฐาน ผู้ขายที่บอกว่า “วสท. บังคับ” จึงมักกำลังยกคำแนะนำมาอ้างเป็นข้อบังคับ
ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 — อ้างอิงมาตรฐาน วสท. 022013-22 ฉบับ พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นฉบับที่ประกาศ พพ. อ้างถึงโดยตรง มาตรฐานสากลที่มาตรฐานนี้อ้างถึงบางฉบับมีการปรับปรุงหลังปี 2565 แล้ว ก่อนใช้ตัดสินใจในโครงการจริง ควรยืนยันกับ วสท. หรือวิศวกรผู้ออกแบบอีกครั้ง

เช็ก 6 ข้อนี้กับมาตรฐานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป
ทั้งหกข้อตรวจได้ก่อนเซ็นสัญญาหรือก่อนตรวจรับงาน โดยไม่ต้องมีความรู้ทางไฟฟ้า สิ่งที่ต้องดูคือมาตรฐานเขียนไว้ว่าอะไร และเขียนไว้ในสถานะ ข้อบังคับ หรือ คำแนะนำ ซึ่งเป็นคนละน้ำหนักกันเวลาต่อรองสัญญา
| รายการ | มาตรฐานระบุว่าอย่างไร | คุณตรวจอย่างไร |
|---|---|---|
| การต่อกราวด์สาย DC | ข้อบังคับ (ข้อ 3.4.2 ก) ห้ามต่อลงดินตามหน้าที่ที่ตัวนำมีไฟด้านกระแสตรง ในกรณีอินเวอร์เตอร์ไม่มีหม้อแปลงแยกขดลวดและ PV array ไม่ต่อลงดิน | ถามว่าอินเวอร์เตอร์เป็นแบบมีหม้อแปลงหรือไม่ ถ้าไม่มี แบบแปลนต้องไม่มีจุดต่อกราวด์ที่สาย DC เส้นใดเลย |
| ค่าความเป็นฉนวนของ PV array | ข้อบังคับ (ตารางที่ 3.1) ไม่ต่ำกว่า 30 kΩ สำหรับระบบไม่เกิน 20 kW ลดหลั่นลงถึง 1 kΩ ที่เกิน 500 kW | ขอผลวัดค่าความเป็นฉนวนตอนส่งมอบงาน เป็นตัวเลขที่วัดได้จริงด้วยเครื่องวัดความเป็นฉนวน |
| สายไฟ DC | ข้อบังคับ (ข้อ 4.3.6.2) ต้องเป็นไปตาม BS EN 50618 หรือ PV2-F ตาม TUV 2 PfG 1169 หรือ UL 4703 หรือ VDE-AR-E 2283-4 หรือ IEC 62930 | อ่านตัวพิมพ์บนเปลือกสายหน้างาน ไม่ใช่อ่านจากใบเสนอราคาที่มักเขียนแค่ว่า “สายโซลาร์” ในไทยส่วนใหญ่พิมพ์ IEC 62930 |
| ตัวเชื่อมต่อ | ข้อบังคับ (ข้อ 4.3.7 ก) ต้องเป็นไปตาม IEC 62852 ส่วนการใช้รุ่นเดียวกันทั้งสองด้านของจุดต่อเป็น คำแนะนำ (ข้อ 4.3.7 ฌ) | ดูว่าคอนเนกเตอร์ทั้งสองด้านเป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกัน และมีเครื่องหมาย IEC 62852 กำกับ |
| จำนวน SPD ฝั่ง DC | คำแนะนำ (ข้อ จ.8) ถ้าระยะเดินสายจากอาร์เรย์ถึงอินเวอร์เตอร์เกิน 10 เมตร ควรมี SPD ทั้งสองปลาย ไม่ใช่ตัวเดียว | วัดระยะเดินสายจริง แล้วนับจำนวน SPD ในใบเสนอราคาให้ตรงกัน |
| ค่าความต้านทานดิน | คำแนะนำ (ข้อ จ.5.2) ไม่เกิน 10 โอห์ม สำหรับหลักดินของระบบป้องกันฟ้าผ่า วัดก่อนต่อประสานกับระบบอื่น | ขอผลวัดความต้านทานดินพร้อมระบุว่าวัดก่อนหรือหลังต่อประสาน เพราะให้ค่าต่างกัน |
ถ้าหกข้อนี้อยู่ในสัญญาและมีผลวัดสองรายการส่งมอบมาด้วย เรื่องการตรวจรับจบตรงนี้ได้ ส่วนที่เหลือของบทความคือเหตุผลเบื้องหลังแต่ละข้อ และจุดที่มาตรฐานไทยเขียนต่างจากสิ่งที่วงการพูดกัน
เรื่องฟ้าผ่าและ SPD อยู่ในภาคผนวก จึงเป็นคำแนะนำ
มาตรฐาน วสท. 022013-22 แบ่งเนื้อหาเป็นบทที่มีผลบังคับ กับภาคผนวกที่ไม่มี ภาคผนวก ก ว่าด้วยการต่อลงดิน และภาคผนวก จ ว่าด้วยการป้องกันผลกระทบของฟ้าผ่าและแรงดันเกิน ต่างขึ้นต้นด้วยข้อความเดียวกันในวงเล็บใต้ชื่อเรื่องว่า ภาคผนวกมิใช่ส่วนหนึ่งของมาตรฐาน แต่มีขึ้นเพื่อใช้เป็นข้อมูลเท่านั้น ผลคือ ตัวเลขเรื่อง SPD แทบทั้งหมดในบทความนี้เป็นคำแนะนำ ทั้งพิกัดกระแส ขนาดสายต่อลงดิน ค่าความต้านทานดิน และกฎ 10 เมตร ส่วนที่บังคับจริงคือบทที่ 3 และบทที่ 4 คำแนะนำเหล่านั้นไม่ได้แปลว่าไม่ดี — เป็นวิศวกรรมที่สมเหตุสมผลและเราใช้เองในงานออกแบบ — แต่สถานะต่างกันชัดเจนเวลาต่อรองราคาและเวลาเกิดข้อพิพาท ผู้ขายที่อ้างว่า “มาตรฐานกำหนดให้ต้องใช้ SPD 12.5 kA” กำลังยกข้อความจากภาคผนวกมาเป็นข้อบังคับ
และมีตัวเลขอีกกลุ่มที่ ไม่ได้อยู่ในมาตรฐานเลย พิกัด IP ของตัวอินเวอร์เตอร์ชัดที่สุด เราค้นทั้งเล่มแล้วไม่พบ IP6x ที่ใดเลย ค่า IP ที่มีคือ IP2X สำหรับที่จับฟิวส์และอุปกรณ์ปลดวงจร กับ IP55 สำหรับข้อยกเว้นเรื่องช่องเข้าสายของกล่องต่อสาย ทั้งคู่เป็นข้อกำหนดระดับอุปกรณ์ประกอบ ไม่ใช่ตัวอินเวอร์เตอร์ มาตรฐานติดตั้งเขียนไว้เพียงว่าต้องเลือกอุปกรณ์ให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม โดยยกเรื่องพิกัดให้มาตรฐานผลิตภัณฑ์กลุ่ม IEC 62109 และคู่มือผู้ผลิต ดังนั้น “ต้อง IP65 ตามมาตรฐาน” เป็นข้อกำหนดที่ดีในทางปฏิบัติ แต่ไม่ได้มาจากมาตรฐานฉบับนี้
อินเวอร์เตอร์ไม่มีหม้อแปลง ห้ามต่อกราวด์สาย DC
การต่อลงดินในระบบโซลาร์มีสองเรื่องที่คนละวัตถุประสงค์ และเป็นจุดที่สับสนกันบ่อยที่สุด อย่างแรกคือ การต่อลงดินเพื่อป้องกัน ( PE ) คือการต่อโครงและกรอบโลหะของแผงและตู้ลงดิน เพื่อให้กระแสผิดพร่องมีทางไหลและอุปกรณ์ป้องกันทำงาน ในแผนภาพของภาคผนวก จ สายกลุ่มนี้ถูกกำกับไว้ว่า PE และเดินกลับไปยังระบบสายดินอ้างอิง ( MET/MEC ) อย่างที่สองคือ การต่อลงดินตามหน้าที่ ( Functional earthing, FE ) คือการจงใจต่อตัวนำที่มีไฟด้านกระแสตรงเส้นใดเส้นหนึ่งลงดิน เพื่อกำหนดจุดอ้างอิงแรงดันของระบบ
อย่างแรกยังต้องทำเหมือนเดิม แต่อย่างที่สอง ข้อ 3.4.2 ก ซึ่งเป็นข้อบังคับ เขียนว่า ห้าม โดยข้อนี้ครอบคลุมกรณีที่หัวข้อของมันระบุไว้ คือ อินเวอร์เตอร์ภายในไม่มีหม้อแปลงแบบแยกขดลวด หรือด้านวงจรกระแสสลับไม่มีหม้อแปลงแบบแยกขดลวด และ PV array ไม่มีการต่อลงดิน ภาคผนวก ก ย้ำเรื่องเดียวกันไว้ท้ายข้อ ก.2 ในรูปคำเตือน และเขียนกว้างกว่าโดยไม่มีเงื่อนไขกำกับ ว่าไม่อนุญาตให้ต่อลงดินโดยตรงตามหน้าที่ของ PV array ที่ต่ออยู่กับอินเวอร์เตอร์แบบไม่แยกส่วน พร้อมหมายเหตุบรรทัดถัดมาว่า โครงสร้างของ PV module ทั้งหมดให้ต่อลงดิน ซึ่งเป็นการแยกสองเรื่องนี้ออกจากกันอย่างชัดเจนที่สุดในทั้งเล่ม คือ PE ต้องต่อ ส่วน FE ห้ามต่อ
เรื่องนี้สำคัญกับผู้อ่านส่วนใหญ่ เพราะ อินเวอร์เตอร์แบบไร้หม้อแปลง เป็นสถาปัตยกรรมหลักของระบบขนาดบ้านและอาคารพาณิชย์ในไทย เหตุผลทางวิศวกรรมคือเมื่อไม่มีหม้อแปลงคั่น ฝั่ง DC กับฝั่ง AC ไม่ได้แยกขาดจากกันทางไฟฟ้า การจงใจตรึงสาย DC เส้นหนึ่งไว้ที่ศักย์ดิน จึงสร้างเส้นทางให้กระแสไหลผ่านดินได้ และทำให้ระบบเฝ้าตรวจความเป็นฉนวนของอินเวอร์เตอร์ซึ่งทำงานโดยการวัดค่าความต้านทานเทียบกับดิน ใช้การไม่ได้ทันที มาตรฐานจึงแทนที่การต่อลงดินตามหน้าที่ด้วยการเฝ้าตรวจฉนวน โดยข้อ 3.4.2 ข กำหนดให้ต้องมีการตรวจจับค่าความต้านทานด้วยอุปกรณ์ตามมาตรฐาน IEC 61557-2 หรืออุปกรณ์เฝ้าตรวจฉนวนตาม Annex C ของ IEC 61557-8
มาตรฐานมีหมายเหตุกำกับว่า การต่อลงดินผ่านความต้านทานไม่ถือว่าเป็นการต่อลงดินโดยตรง ระบบที่ต่อผ่านตัวต้านทานค่าสูงจึงเป็นคนละกรณี และใช้กับอินเวอร์เตอร์แบบมีหม้อแปลงเท่านั้น ซึ่งพบน้อยมากในงานหลังคาบ้าน ผู้ที่ต้องออกแบบกรณีนั้นควรทราบว่า สูตรคำนวณค่าตัวต้านทานปรากฏสองที่ในมาตรฐานด้วยตัวหารต่างกันสิบเท่า ข้อ 3.4.3 ค(1) ใช้ 0.3 ส่วนสมการ ก.1 ใช้ 0.03 เราขยายภาพตรวจซ้ำทั้งสองจุดแล้วยืนยันว่าอ่านไม่ผิด เมื่อเป็นความไม่สอดคล้องในเอกสารต้นทาง เราจึงไม่เลือกค่าใดให้ และแนะนำให้สอบถาม วสท. ก่อนใช้
ค่าฉนวนต่ำสุด 30 kΩ สำหรับ PV array ไม่เกิน 20 kW
เมื่อมาตรฐานห้ามต่อกราวด์สาย DC สิ่งที่มาแทนคือการวัดค่าความเป็นฉนวนระหว่าง PV array กับดินอย่างต่อเนื่อง ตารางที่ 3.1 ซึ่งเป็นข้อบังคับ กำหนดค่าต่ำสุดไว้ตามพิกัดของอาร์เรย์ นี่คือตัวเลขที่ตรวจได้จริงตอนส่งมอบงาน และเป็นหนึ่งในไม่กี่ค่าที่เจ้าของระบบขอดูได้โดยไม่ต้องเข้าใจวงจร
| พิกัด PV array | ค่าความเป็นฉนวนต่ำสุดเทียบกับดิน |
|---|---|
| ไม่เกิน 20 kW | 30 kΩ |
| เกิน 20 ถึง 30 kW | 20 kΩ |
| เกิน 30 ถึง 50 kW | 15 kΩ |
| เกิน 50 ถึง 100 kW | 10 kΩ |
| เกิน 100 ถึง 200 kW | 7 kΩ |
| เกิน 200 ถึง 400 kW | 4 kΩ |
| เกิน 400 ถึง 500 kW | 2 kΩ |
| เกิน 500 kW | 1 kΩ |
สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเมื่อค่าตกต่ำกว่าเกณฑ์ก็เป็นข้อบังคับเช่นกัน อินเวอร์เตอร์ต้องหยุดทำงาน แล้วแจ้งเตือน โดยการแจ้งเตือนต้องทำซ้ำอย่างน้อยทุกชั่วโมงจนกว่าจะได้รับการแก้ไข และจะหยุดแจ้งเมื่อค่ากลับขึ้นเหนือเกณฑ์ มาตรฐานยอมรับได้ทั้งเสียงเตือนหน้างานและการแจ้งผ่านอีเมลหรือข้อความสั้น พร้อมกำหนดว่าต้องส่งมอบคู่มือการปฏิบัติเมื่อมีการแจ้งเตือนให้เจ้าของระบบด้วย ข้อนี้มีค่าในทางปฏิบัติมาก เพราะระบบที่หยุดผลิตไฟเงียบ ๆ โดยเจ้าของไม่รู้ตัว คือรูปแบบความเสียหายที่พบบ่อยที่สุดในงานดูแลระบบ
มาตรฐานเรียกสิ่งที่วัดนี้ว่าการตรวจจับการเสียสภาพของฉนวน ส่วนการเก็บค่าไว้เทียบปีต่อปีเป็นวิธีทำงานของเราเอง ไม่ใช่ข้อกำหนดในมาตรฐาน ประสบการณ์ของเราคือค่าที่ลดลงต่อเนื่องมักชี้ไปที่น้ำเข้าจุดต่อหรือเปลือกสายเสียหาย ซึ่งแก้ได้ถูกกว่ามากถ้าเจอตั้งแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์หยุดทำงาน
สายไฟ DC เลือกได้ห้ามาตรฐาน ไทยใช้ IEC 62930 เป็นหลัก
ข้อ 4.3.6.2 ระบุชื่อมาตรฐานสายที่ยอมรับได้ไว้ห้าฉบับ คือ BS EN 50618 หรือ PV2-F ตาม TUV 2 PfG 1169 หรือ UL 4703 หรือ VDE-AR-E 2283-4 หรือ IEC 62930 ทั้งห้ามีศักดิ์เท่ากันในสายตามาตรฐาน แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เจอเท่ากัน จากงานที่เราสั่งของและตรวจรับเอง สายที่หาซื้อได้ในไทยส่วนใหญ่พิมพ์ IEC 62930 บนเปลือก ถ้าจะระบุลงสัญญาเพียงชื่อเดียว นี่คือชื่อที่ผู้จัดจำหน่ายในไทยเข้าใจตรงกันที่สุด และไม่ทำให้ผู้รับเหมาต้องไปหาของที่ตลาดไม่มี
อีกจุดที่ควรรู้ไว้ เอกสารเขียนชื่อ PV2-F ขณะที่ใบเสนอราคาส่วนใหญ่ในไทยเขียน PV1-F ซึ่งไม่มีอยู่ในรายชื่อทั้งห้า เราให้ผู้อ่านสองคนตรวจซ้ำแยกกันเพราะต่างกันเพียงตัวอักษรเดียว ผลตรงกัน แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องไปเถียงกับผู้ขาย สิ่งที่ควรทำคือ ระบุชื่อมาตรฐานหนึ่งในห้าฉบับลงในสัญญา แล้วอ่านตัวพิมพ์บนเปลือกสายหน้างานว่าตรงกันหรือไม่ สายที่ขายในชื่อ “สายโซลาร์” เฉย ๆ โดยไม่มีชื่อมาตรฐานพิมพ์บนเปลือก คือสายที่ตรวจสอบไม่ได้ ไม่ว่าใบเสนอราคาจะอ้างชื่อใด
ข้อเดียวกันยังกำหนดว่าสายต้องไม่ลามไฟตาม IEC 60332-1-3 ต้องทนรังสีอัลตราไวโอเลตถ้าอยู่กลางแจ้ง และต้องเป็นสายตีเกลียวหลายเส้นเพื่อรองรับการเคลื่อนตัวของแผงจากความร้อนและลม พร้อมแนะนำให้ใช้ทองแดงชุบดีบุกในระบบแรงต่ำเพื่อลดออกไซด์ที่ผิวตัวนำ ส่วนขนาดสายตามข้อ 4.3.6.1 ต้องเลือกค่าที่ใหญ่ที่สุดจากสามเงื่อนไข คือพิกัดอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน กระแสทำงานปกติสูงสุด และแรงดันตกรวมกับกระแสผิดพร่อง — ไม่ใช่เลือกจากกระแสอย่างเดียวอย่างที่มักทำกัน
เรื่องคอนเนกเตอร์มีจุดที่ต้องแก้ความเข้าใจ ข้อความที่แพร่หลายคือ “ห้ามใช้คอนเนกเตอร์ต่างยี่ห้อผสมกัน เพราะทำให้เกิดอาร์ก” สิ่งที่ข้อ 4.3.7 ฌ เขียนจริงคือ ควร ใช้อุปกรณ์ที่มีคุณลักษณะเดียวกันหรือรุ่นเดียวกัน และเหตุผลที่ระบุคือ การลดความเครียดทางกลที่ตัวเชื่อมต่อ ไม่ใช่การป้องกันอาร์ก คำแนะนำในทางปฏิบัติแทบไม่ต่างกัน คืออย่าผสมยี่ห้อ แต่สถานะและเหตุผลต่างกัน และเรื่องนี้มีผลเวลาต้องอ้างในสัญญา สิ่งที่เป็นข้อบังคับจริงคือข้อ 4.3.7 ก ที่กำหนดให้ตัวเชื่อมต่อต้องเป็นไปตาม IEC 62852 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่แทบไม่ถูกอ้างถึงในเอกสารภาษาไทยเลย พร้อมข้อกำหนดที่ตรวจได้อีกชุด คือต้องปลอดภัยต่อการสัมผัสทั้งขณะต่อและไม่ต่อ พิกัดกระแสต้องไม่น้อยกว่าพิกัดของวงจร พิกัดแรงดันต้องไม่น้อยกว่าแรงดันสูงสุดของอาร์เรย์ และต้องทนรังสีอัลตราไวโอเลตพร้อมพิกัด IP ที่เหมาะสมถ้าอยู่กลางแจ้ง
SPD กี่ตัวและขนาดเท่าไร ขึ้นกับระยะสายและ LPS
ข้อความที่พบบ่อยที่สุดเรื่องการประสานงานของ SPD คือ ต้องเว้นระยะอย่างน้อย 10 เมตรระหว่าง SPD Type 1 กับ Type 2 ตัวเลข 10 เมตรในมาตรฐานฉบับนี้มีอยู่จริง แต่เป็นคนละกฎ ข้อ จ.8 พร้อมรูปที่ จ.4 แนะนำว่าถ้าระยะเดินสายระหว่างอาร์เรย์หรือกล่องรวมสายกับอินเวอร์เตอร์ ไม่เกิน 10 เมตร ใช้ SPD ตัวเดียวที่ฝั่งอินเวอร์เตอร์ก็คุ้มครองได้ทั้งสองจุด แต่ถ้า เกิน 10 เมตร ควรมี SPD ทั้งสองปลาย เพราะ SPD ที่อยู่ไกลจากอาร์เรย์เกินไปจะคุ้มครองสายฝั่งอาร์เรย์ไม่ทันเมื่อทรานเชียนต์มาถึง นี่คือกฎที่ตอบว่าต้องมีกี่ตัวและวางที่ไหน ไม่ใช่กฎที่ตอบว่า SPD สองระดับต้องห่างกันเท่าไร

ส่วนการเลือกระดับ SPD มาตรฐานไม่ได้ผูกกับตำแหน่งอย่างที่มักอธิบายกัน ตารางที่ จ.1 ผูกไว้กับสองเงื่อนไขคือ อาคารมีระบบป้องกันฟ้าผ่าภายนอกหรือไม่ และถ้ามี รักษาระยะปลอดภัยจากอาร์เรย์ได้หรือไม่ ถ้าไม่มีระบบป้องกันฟ้าผ่าภายนอกเลย ใช้ Class II ทั้งสายกำลังและสายสัญญาณ ถ้ามีและรักษาระยะได้ สายกำลังใช้ Class II ส่วนสายสัญญาณเป็น Class I และถ้ามีแต่รักษาระยะไม่ได้ — ซึ่งเป็นสภาพจริงของงานติดตั้งเพิ่มบนอาคารที่มีสายล่อฟ้าอยู่ก่อน — แนะนำ Class I ทั้งสองฝั่ง การใช้กฎตำแหน่งแบบเดิมกับอาคารกลุ่มหลังนี้จะได้ SPD ที่เล็กเกินไป

ตัวเลขที่ใช้ตรวจใบเสนอราคาได้จริงมีสี่ชุด ข้อ จ.7.1 ระบุว่าฝั่งกระแสตรง SPD Class II ควรมีกระแสปล่อยประจุไม่น้อยกว่า 5 kA รูปคลื่น 8/20 ไมโครวินาทีต่อขั้ว และ Class I ควรมีกระแสอิมพัลส์ไม่น้อยกว่า 12.5 kA รูปคลื่น 10/350 ไมโครวินาทีต่อขั้ว โดยอ้างอิงมาตรฐาน IEC 60364-5-534 ข้อ จ.7.2 ระบุว่าแรงดันใช้งานต่อเนื่องสูงสุดของ SPD ควรไม่น้อยกว่าแรงดันเปิดวงจรสูงสุดของอาร์เรย์ภายใต้ทุกเงื่อนไขความเข้มแสงและอุณหภูมิ ข้อ จ.8 แนะนำให้ระดับการป้องกันแรงดันมีส่วนเผื่ออย่างน้อย 20% ต่ำกว่าความทนแรงดันอิมพัลส์ของอุปกรณ์ที่ป้องกัน และถ้าไม่มีข้อมูลจากผู้ผลิต ให้ประมาณความทนแรงดันที่ห้าเท่าของแรงดันเปิดวงจรที่สภาวะทดสอบมาตรฐาน สุดท้าย ข้อ จ.9 แนะนำขนาดสายต่อลงดินของ SPD ไว้ที่ไม่น้อยกว่า 6 ตารางมิลลิเมตร สำหรับ Class II และ 16 ตารางมิลลิเมตร สำหรับ Class I หรือเท่ากับขนาดตัวนำมีไฟถ้าตัวนำนั้นใหญ่กว่า
เรื่องค่าความต้านทานดิน ข้อ จ.5.2 เขียนว่าโดยทั่วไปค่าความต้านทานดินโดยรวมของระบบป้องกันฟ้าผ่า ควรมีค่าไม่เกิน 10 โอห์ม ก่อนที่จะต่อประสานกับระบบสาธารณูปโภคอื่น ที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบป้องกันฟ้าผ่า มีสามอย่างที่ต่างจากตัวเลข 5 โอห์มที่อ้างกันทั่วไป ค่าคือ 10 ไม่ใช่ 5 ขอบเขตคือหลักดินของระบบป้องกันฟ้าผ่าโดยเฉพาะ ไม่ใช่การต่อลงดินของระบบโซลาร์ทั้งระบบ และสถานะคือ ควร ในภาคผนวก ไม่ใช่ ต้อง ในบทที่มีผลบังคับ เงื่อนไข “ก่อนต่อประสาน” สำคัญในทางปฏิบัติ เพราะการวัดหลังต่อประสานกับระบบอื่นจะได้ค่าต่ำกว่าความเป็นจริงของหลักดินชุดนั้น
ในงานจริงค่านี้ไม่ได้หายาก การวัดความต้านทานดินเป็นขั้นตอนมาตรฐานตอนส่งมอบงานของเรา ตัวอย่างผลวัดสองแห่ง คือ 1.7 โอห์ม ที่ไซต์งานในจังหวัดปราจีนบุรี และ 0.67 โอห์ม ที่ไซต์งานในจังหวัดสมุทรสาคร ทั้งสองค่าต่ำกว่าเกณฑ์แนะนำหลายเท่า แต่ต้องอ่านตัวเลขนี้ให้ถูก เราวัดด้วยเครื่องวัดแบบแคลมป์ ซึ่งอ่านค่าความต้านทานของลูปที่รวมทางกลับผ่านหลักดินอื่นในระบบไว้ด้วย จึงไม่ใช่ค่าของหลักดินเดี่ยวแบบวิธีสามขั้ว และไม่ตรงกับเงื่อนไข “ก่อนต่อประสาน” ที่ข้อ จ.5.2 เขียนไว้เสียทีเดียว ค่าลักษณะนี้ใช้ยืนยันว่าระบบต่อลงดินโดยรวมยังทำงานได้ มากกว่าจะใช้เทียบกับเกณฑ์ตรง ๆ ถ้าต้องการเทียบกับเกณฑ์จริงต้องวัดด้วยวิธีสามขั้วก่อนต่อประสาน
ข้อสังเกตสุดท้ายเรื่องการอ้างมาตรฐานฟ้าผ่า มาตรฐาน วสท. 022013-22 ไม่ได้ระบุหมายเลขมาตรฐานป้องกันฟ้าผ่าไว้เลย เราค้นทั้งเล่มแล้วไม่พบทั้ง IEC 62305 และ มอก. 62305 ข้อ จ.4 เขียนเพียงว่าวิธีการที่อธิบายไว้ใน “มาตรฐานการป้องกันฟ้าผ่า” อาจนำมาปรับใช้ได้ เช่นเดียวกับสูตรคำนวณระยะปลอดภัย ซึ่งภาคผนวก จ อธิบายแนวคิดไว้ยาวแต่ไม่พิมพ์สูตรไว้ที่ใดเลย และยกให้เป็นเรื่องของมาตรฐานป้องกันฟ้าผ่าฉบับแยก มาตรฐานไทยที่ตรงกับคำอธิบายนั้นมีอยู่จริงคือ มอก. 62305 เล่ม 3-2567 ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไปแบบสมัครใจ มีผล 21 พฤศจิกายน 2568 และมาแทน มอก. 1586 เล่ม 3-2556 เอกสารเก่าหรือบทความที่อ้าง มอก. 1586 จึงไม่ได้ผิด เพียงใช้หมายเลขก่อนการเปลี่ยน
SPD ที่เราพบว่าเสีย ไม่ได้เสียเพราะฟ้าผ่าลงตรง ๆ
ข้อสังเกตจากงานที่เราติดตั้งและดูแลมีสองข้อที่ควรอ่านคู่กัน ข้อแรก ยังไม่เคยมีไซต์ใดถูกฟ้าผ่าลงระบบโดยตรง ข้อที่สอง เรากลับพบ SPD ที่เสียสภาพจนค่าความต้านทานลดต่ำผิดปกติอยู่จำนวนหนึ่ง โดยยังไม่ได้วินิจฉัยสาเหตุ
สิ่งที่สรุปได้จากสองข้อนี้คือ SPD เหล่านั้นไม่ได้เสียเพราะฟ้าผ่าลงระบบโดยตรง เพราะเหตุการณ์นั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลย ส่วนสาเหตุจริงจะเป็นแรงดันเกินเหนี่ยวนำจากฟ้าผ่าที่ลงบริเวณใกล้เคียง การสวิตชิ่งในระบบไฟฟ้า หรือการเสื่อมสภาพตามอายุของตัวอุปกรณ์เอง เรายังไม่มีข้อมูลมากพอจะชี้ชัด และเลือกจะไม่เดาแทน สิ่งที่ใช้ได้แน่คือข้อสรุปเชิงปฏิบัติ SPD เป็นอุปกรณ์ที่ต้องตรวจเป็นงานประจำ ไม่ใช่ติดแล้วจบ วิธีที่เราใช้คือดูช่องแสดงสถานะบนตัวอุปกรณ์ ควบคู่กับการวัดค่าความต้านทาน เพราะช่องแสดงสถานะออกแบบมาให้เปลี่ยนสีเมื่ออุปกรณ์ตัดตัวเองออกจากวงจรแล้ว จึงไม่ครอบคลุมทุกรูปแบบของการเสื่อมสภาพ ประเด็นนี้ยังตอบคำถามที่เจ้าของระบบถามบ่อยด้วยว่า บ้านที่ไม่เคยถูกฟ้าผ่าจำเป็นต้องมี SPD ไหม — ความเสียหายที่อุปกรณ์นี้รับไว้ ไม่ได้ต้องการให้ฟ้าผ่าลงหลังคาคุณก่อน
สถาปัตยกรรมเปลี่ยนขอบเขตของข้อกำหนด แต่เท่าที่เห็นยังไม่เปลี่ยนผลลัพธ์ ในงาน micro inverter 31 แห่ง รวม 281 กิโลวัตต์ที่เราดูแล ไม่มีสตริงกระแสตรงแรงดันสูงเดินจากหลังคาลงตู้เลย ข้อกำหนดเรื่องสายไฟ DC และ SPD ฝั่ง DC จึงเหลือแค่สายสั้น ๆ ระหว่างแผงกับตัวแปลง แต่ เรายังไม่พบว่า micro inverter กับระบบสตริงให้ผลต่างกันเรื่องความเสียหายจากเสิร์จ จึงไม่ควรใช้ข้อนี้เป็นจุดขาย
สรุปเชิงวิศวกรรม
มาตรฐาน วสท. 022013-22 มีตัวเลขที่ใช้ตรวจงานได้จริงมากกว่าที่เอกสารภาษาไทยทั่วไปนำเสนอ และหลายค่าที่วงการอ้างกันบ่อยไม่ตรงกับที่เขียนไว้ — ความต้านทานดิน 10 โอห์มเฉพาะหลักดินของระบบป้องกันฟ้าผ่า ไม่ใช่ 5 โอห์มทั้งระบบ สายไฟ DC ยอมรับได้ห้ามาตรฐานและไม่มี PV1-F อยู่ในนั้น โดยที่ตลาดไทยใช้ IEC 62930 เป็นหลัก และพิกัด IP ของอินเวอร์เตอร์ไม่อยู่ในมาตรฐานฉบับนี้เลย
สิ่งที่มีน้ำหนักที่สุดสำหรับเจ้าของระบบมีสองข้อ ข้อแรก ถ้าอินเวอร์เตอร์เป็นแบบไร้หม้อแปลงซึ่งเป็นกรณีส่วนใหญ่ การต่อกราวด์ที่สาย DC เป็นสิ่งที่มาตรฐานห้ามไว้ในบทที่มีผลบังคับ ไม่ใช่ทางเลือกในการออกแบบ ข้อที่สอง ค่าความเป็นฉนวนตามตารางที่ 3.1 เป็นตัวเลขเดียวในบทความนี้ที่เจ้าของระบบขอผลวัดได้ตอนส่งมอบงานและเก็บไว้เทียบปีต่อปีได้ ค่าที่ลดลงเรื่อย ๆ คือสัญญาณล่วงหน้าของน้ำเข้าจุดต่อ ซึ่งถูกกว่ามากถ้าแก้ก่อนระบบหยุดเอง และข้อที่สามซึ่งมาจากงานภาคสนามล้วน ๆ SPD ที่เราพบว่าเสียนั้นเสียโดยไม่มีฟ้าผ่าลงระบบเลยสักครั้ง จึงควรถูกนับเป็นอุปกรณ์ที่ต้องตรวจตามรอบ ไม่ใช่อุปกรณ์ที่ติดครั้งเดียวจบ
และข้อสุดท้ายที่ใช้ได้กับทุกมาตรฐาน ไม่ใช่แค่ฉบับนี้ ก่อนรับข้อความที่ขึ้นต้นว่า “มาตรฐานกำหนดให้ต้อง” ให้ถามกลับว่าอยู่ข้อไหน เพราะในเอกสารฉบับเดียวกัน ข้อความในบทที่ 3 กับข้อความในภาคผนวก จ มีน้ำหนักไม่เท่ากัน แม้จะพิมพ์อยู่ในเล่มเดียวกันก็ตาม
เปิดเผยส่วนได้เสีย: Sunny Thailand ดำเนินธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบโซลาร์ บทความนี้อ้างอิงข้อกำหนดจากมาตรฐานเป็นหลัก และระบุสถานะข้อบังคับหรือคำแนะนำของทุกข้อไว้ เพื่อให้ผู้อ่านใช้ต่อรองกับผู้รับเหมารายใดก็ได้ รวมถึงเรา
อ่านต่อ: เลือกสถาปัตยกรรมอินเวอร์เตอร์แบบไหน · ขั้นตอนขออนุญาตเชื่อมต่อกริดกับ PEA และ MEA · มาตรฐาน มอก. แบบบังคับกับแบบสมัครใจต่างกันอย่างไร
อ้างอิง
- สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ — มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย: ระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา พ.ศ. 2565 (วสท. 022013-22) พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2565 ISBN 978-616-396-058-0 — ข้อ 3.4.1, 3.4.2, 3.4.3, ตารางที่ 3.1, ข้อ 4.3.6, 4.3.7, ภาคผนวก ก และภาคผนวก จ — เอกสารฉบับซื้อลิขสิทธิ์ เข้าถึงเมื่อ 18 ส.ค. 2569
- สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม — ข้อมูลมาตรฐาน มอก. 62305 เล่ม 3-2567 การป้องกันฟ้าผ่า เล่ม 3 — เข้าถึงเมื่อ 18 ส.ค. 2569
- International Electrotechnical Commission — IEC 61643-11 อุปกรณ์ป้องกันเสิร์จสำหรับระบบไฟฟ้าแรงต่ำ ฉบับ 2011 ถูกยกเลิกเมื่อ 18 มิ.ย. 2025 และแทนที่ด้วยฉบับ 2025 — เข้าถึงเมื่อ 18 ส.ค. 2569
- ระเบียบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า พ.ศ. 2559 ข้อ 12.6 ซึ่งอ้างอิง IEC 60364-7-712 สำหรับการต่อลงดิน — เข้าถึงเมื่อ 17 ส.ค. 2569
- มาตรฐานที่มาตรฐาน วสท. 022013-22 อ้างถึงในข้อที่ยกมาข้างต้น ได้แก่ IEC 62852 (ตัวเชื่อมต่อ), IEC 62930 และ BS EN 50618 (สายไฟ DC), IEC 60332-1-3 (การลามไฟ), IEC 61557-2 และ IEC 61557-8 (การวัดและเฝ้าตรวจฉนวน), IEC 60364-5-534 (พิกัดกระแสของ SPD), IEC 61643-11 และ IEC 61643-21 (การเลือกระดับ SPD)
คำถามที่พบบ่อย
มาตรฐานติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปของไทยกำหนดค่าความต้านทานดินไว้เท่าไร
มาตรฐาน วสท. 022013-22 ข้อ จ.5.2 เขียนว่าค่าความต้านทานดินโดยรวมของระบบป้องกันฟ้าผ่าควรมีค่าไม่เกิน 10 โอห์ม โดยวัดก่อนต่อประสานกับระบบสาธารณูปโภคอื่น มีสามจุดที่ต่างจากตัวเลข 5 โอห์มที่อ้างกันทั่วไป คือค่าเป็น 10 ไม่ใช่ 5 ขอบเขตคือหลักดินของระบบป้องกันฟ้าผ่าโดยเฉพาะ ไม่ใช่ทั้งระบบโซลาร์ และข้อนี้อยู่ในภาคผนวกซึ่งมีสถานะเป็นคำแนะนำ ไม่ใช่ข้อบังคับ
สายไฟ DC ของระบบโซลาร์ต้องใช้ PV1-F หรือ PV2-F
ข้อ 4.3.6.2 ซึ่งเป็นข้อบังคับ ระบุชื่อมาตรฐานสายที่ยอมรับได้ห้าฉบับ คือ BS EN 50618 หรือ PV2-F ตาม TUV 2 PfG 1169 หรือ UL 4703 หรือ VDE-AR-E 2283-4 หรือ IEC 62930 เอกสารเขียนว่า PV2-F ขณะที่ใบเสนอราคาส่วนใหญ่ในตลาดไทยเขียน PV1-F ซึ่งไม่มีอยู่ในรายชื่อทั้งห้า ในทางปฏิบัติสายที่หาซื้อได้ในไทยส่วนใหญ่พิมพ์ IEC 62930 บนเปลือก จึงเป็นชื่อที่ระบุลงสัญญาแล้วหาของได้จริงที่สุด สิ่งที่ควรทำจึงไม่ใช่การเถียงเรื่องตัวเลข 1 กับ 2 แต่ให้ระบุชื่อมาตรฐานหนึ่งในห้าฉบับลงในสัญญา แล้วอ่านตัวพิมพ์บนเปลือกสายหน้างานว่าตรงกันหรือไม่
ห้ามใช้คอนเนกเตอร์ต่างยี่ห้อผสมกันจริงหรือไม่
ไม่ถึงขั้นห้าม ข้อ 4.3.7 ฌ เขียนว่าควรใช้อุปกรณ์ที่มีคุณลักษณะเดียวกันหรือรุ่นเดียวกัน และเหตุผลที่ระบุไว้คือการลดความเครียดทางกลที่ตัวเชื่อมต่อ ไม่ใช่การป้องกันอาร์กอย่างที่มักอธิบายกัน คำแนะนำในทางปฏิบัติแทบไม่ต่างกันคืออย่าผสมยี่ห้อ แต่สถานะเป็นคำแนะนำไม่ใช่ข้อห้าม ส่วนที่เป็นข้อบังคับจริงคือข้อ 4.3.7 ก ที่กำหนดให้ตัวเชื่อมต่อต้องเป็นไปตามมาตรฐาน IEC 62852
ระบบโซลาร์ควรติด SPD กี่ตัว
ข้อ จ.8 ของมาตรฐานผูกจำนวนไว้กับระยะเดินสาย ถ้าระยะจากอาร์เรย์หรือกล่องรวมสายถึงอินเวอร์เตอร์ไม่เกิน 10 เมตร ใช้ SPD ตัวเดียวที่ฝั่งอินเวอร์เตอร์ก็คุ้มครองได้ทั้งสองจุด แต่ถ้าเกิน 10 เมตรควรมีทั้งสองปลาย ข้อความที่พบบ่อยว่าต้องเว้นระยะ 10 เมตรระหว่าง SPD Type 1 กับ Type 2 เป็นการนำตัวเลขเดียวกันไปใช้ผิดกฎ ทั้งนี้ข้อ จ.8 อยู่ในภาคผนวกจึงมีสถานะเป็นคำแนะนำ
อินเวอร์เตอร์ที่ไม่มีหม้อแปลง ต่อกราวด์ที่สาย DC ได้ไหม
ไม่ได้ ข้อ 3.4.2 ก ซึ่งเป็นข้อบังคับ ห้ามต่อลงดินตามหน้าที่สำหรับตัวนำที่มีไฟฟ้าด้านกระแสตรง ในกรณีที่อินเวอร์เตอร์ไม่มีหม้อแปลงแบบแยกขดลวดและ PV array ไม่มีการต่อลงดิน ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมหลักของระบบขนาดบ้านในไทย สิ่งที่มาแทนคือการเฝ้าตรวจค่าความเป็นฉนวนด้วยอุปกรณ์ตาม IEC 61557-2 หรืออุปกรณ์เฝ้าตรวจฉนวนตาม Annex C ของ IEC 61557-8 ข้อห้ามนี้ใช้กับการต่อลงดินตามหน้าที่ ( FE ) เท่านั้น ส่วนการต่อลงดินเพื่อป้องกัน ( PE ) คือโครงและกรอบโลหะของแผง ยังต้องทำตามปกติ โดยหมายเหตุท้ายข้อ ก.2 ระบุว่าโครงสร้างของ PV module ทั้งหมดให้ต่อลงดิน สรุปสั้นที่สุดคือ PE ต้องต่อ ส่วน FE ห้ามต่อ
ค่าความเป็นฉนวนของระบบโซลาร์ต้องไม่ต่ำกว่าเท่าไร
ตารางที่ 3.1 ซึ่งเป็นข้อบังคับ กำหนดตามพิกัดของอาร์เรย์ ระบบไม่เกิน 20 กิโลวัตต์ต้องไม่ต่ำกว่า 30 กิโลโอห์ม แล้วลดหลั่นลงเป็น 20, 15, 10, 7, 4, 2 และ 1 กิโลโอห์มสำหรับระบบที่ใหญ่ขึ้นตามลำดับ ถ้าค่าตกต่ำกว่าเกณฑ์ อินเวอร์เตอร์ต้องหยุดทำงานและแจ้งเตือนซ้ำอย่างน้อยทุกชั่วโมงจนกว่าจะแก้ไข นี่เป็นตัวเลขที่เจ้าของระบบขอผลวัดตอนส่งมอบงานได้
มาตรฐาน วสท. 022013-22 อ้างมาตรฐานป้องกันฟ้าผ่าฉบับไหน
ไม่ได้อ้างหมายเลขใดเลย เราค้นทั้ง 156 หน้าแล้วไม่พบทั้ง IEC 62305 และ มอก. 62305 ข้อ จ.4 เขียนเพียงว่าวิธีการที่อธิบายไว้ในมาตรฐานการป้องกันฟ้าผ่าอาจนำมาปรับใช้ได้ มาตรฐานไทยที่ตรงกับคำอธิบายนั้นคือ มอก. 62305 เล่ม 3-2567 ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไปแบบสมัครใจ มีผลตั้งแต่ 21 พฤศจิกายน 2568 และมาแทน มอก. 1586 เล่ม 3-2556 เอกสารเก่าที่อ้าง มอก. 1586 จึงไม่ผิด เพียงใช้หมายเลขก่อนการเปลี่ยน
บ้านที่ไม่เคยถูกฟ้าผ่า จำเป็นต้องมี SPD ไหม
ในงานที่เราติดตั้งและดูแล ยังไม่เคยมีไซต์ใดถูกฟ้าผ่าลงระบบโดยตรง แต่เรากลับพบ SPD ที่เสียสภาพจนค่าความต้านทานลดต่ำผิดปกติอยู่จำนวนหนึ่ง สิ่งที่สรุปได้คือความเสียหายที่ SPD รับไว้ไม่จำเป็นต้องมาจากฟ้าผ่าลงหลังคาโดยตรง ส่วนสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นแรงดันเกินเหนี่ยวนำ การสวิตชิ่ง หรือการเสื่อมตามอายุ เรายังไม่มีข้อมูลพอจะระบุ ข้อสรุปเชิงปฏิบัติคือ SPD ต้องถูกตรวจตามรอบ โดยดูช่องแสดงสถานะควบคู่กับการวัดค่าความต้านทาน
