ตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา คำถามว่าบ้านที่ติดโซลาร์เพื่อใช้เองถูกจำกัดที่ 5 kW หรือไม่ ตอบยากในเขต กฟภ. เพราะเลขนั้นอยู่ในข้อที่เขียนถึงคนขายไฟ วันที่ 10 กันยายน 2569 กฟภ. ประกาศข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าฉบับใหม่ที่ยกเลิกระเบียบฉบับ พ.ศ. 2559 ทั้งฉบับ และเปลี่ยนสิ่งที่ถูกกำกับ จากขนาดที่ติดตั้ง เป็นปริมาณไฟฟ้าที่จ่ายออกสู่ระบบ คำตอบสั้นคือ ในเขต กฟภ. ตั้งแต่ 10 ธันวาคม 2569 เพดาน 5 kW คือเพดานของไฟที่จ่ายออก ไม่ใช่เพดานของขนาดที่ติดได้ ส่วนบ้านที่ใช้เองล้วน ๆ ยังห้ามจ่ายออกเหมือนเดิม เพียงแต่ย้ายไปอยู่ในข้อ 3.3.1(2) และในเขต กฟน. ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน เพราะ กฟน. ยังใช้ระเบียบฉบับ พ.ศ. 2558 อยู่

ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2569 · บทความนี้อ้างอิงตัวบทของข้อกำหนด ประกาศ และแบบมาตรฐานที่อยู่ในมือ ณ วันที่เขียน ข้อกำหนดการเชื่อมต่อเปลี่ยนได้ แบบมาตรฐานมีการปรับปรุงเป็นฉบับใหม่ได้ และการไฟฟ้าสงวนสิทธิ์พิจารณาเป็นรายกรณี ควรยืนยันกับสำนักงาน กฟภ. หรือ กฟน. ในพื้นที่ และขอเลขที่แบบฉบับล่าสุดก่อนสั่งอุปกรณ์ · เราทำงาน EPC ติดตั้งและดูแลระบบโซลาร์เป็นธุรกิจหลัก ตัวเลขที่ระบุว่าเป็นสถิติของทีมเราเป็นข้อสังเกตจากงานของเราเอง ไม่ใช่ค่าที่การไฟฟ้าประกาศ
ข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าผูกคุณด้วยข้อไหน
หาบรรทัดของคุณก่อน แล้วอ่านเฉพาะข้อในคอลัมน์ของการไฟฟ้าในพื้นที่คุณ ตัวเลขฝั่ง กฟภ. ในตารางนี้คือฉบับ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลตั้งแต่ 10 ธันวาคม 2569 เป็นต้นไป ก่อนหน้านั้นยังใช้ฉบับ พ.ศ. 2559 ภาพรวมของประกาศฉบับนี้ทั้งชุด และสิ่งที่ผู้ติดตั้งกับเจ้าของโครงการต้องเตรียม อยู่ในข่าว PEA Grid Code 2569: โซลาร์และ BESS ต้องเตรียมอะไร ส่วนบทความนี้ลงลึกเฉพาะเรื่องเพดานการจ่ายไฟและความต่างระหว่างสองการไฟฟ้า
| คุณคือ | ฝั่ง กฟภ. (ข้อกำหนด พ.ศ. 2569) | ฝั่ง กฟน. (ระเบียบ พ.ศ. 2558) |
|---|---|---|
| บ้านหรืออาคารที่ติดตั้งเพื่อใช้เอง ไม่ขายไฟคืน | เป็น IPU ตามนิยามหน้า 3 ผูกด้วยข้อ 3.3.1(2) ออกแบบไม่ให้จ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ | ข้อ 7 ทั้งหมวด ข้อ 7.1.1(2) ยอมให้เกินโควตาหม้อแปลง 15% ได้ ถ้าติดอุปกรณ์กันไฟไหลย้อนที่ กฟน. ตรวจสอบแล้ว |
| บ้านที่ขายไฟคืนในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน 2569 | เป็น VSPP ตามข้อ 3.1 และใช้ประกาศโครงการเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขการรับซื้อ | ข้อ 6 (VSPP) เป็นฐาน และประกาศที่ 48/2569 คุมเงื่อนไขโครงการ |
| ผู้ขายไฟนอกโครงการ ที่แรงดัน 220/380 โวลต์ | ข้อ 2.2.1 ขายได้ไม่เกิน 5 kW ต่อรายแบบเฟสเดียว หรือ 10 kW เมื่อมากกว่าหนึ่งเฟส และรวมทุกรายบนหม้อแปลงลูกเดียวกันไม่เกิน 25% ของพิกัด | ข้อ 6.1.1 เฟสเดียวติดตั้งไม่เกิน 5 kW และหม้อแปลงไม่เกิน 15% |
| ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก และผู้ประกอบกิจการไฟฟ้ารายอื่น | ข้อ 2.2.2 และ 2.2.3 เป็นเพดานระดับเมกะวัตต์ต่อวงจร ซึ่งไม่เปลี่ยนจากฉบับเดิม | ข้อ 5 และข้อ 8 แยกหมวดกัน เพดานระดับเมกะวัตต์ต่อวงจรเช่นกัน |
ถ้าคุณอยู่บรรทัดที่หนึ่งหรือบรรทัดที่สอง สิ่งที่ต้องยืนยันกับผู้ติดตั้งมีสามข้อ คือระบบของคุณคุมทิศทางการไหลของไฟได้ตามบรรทัดของตัวเอง อุปกรณ์ที่ใช้คุมนั้นผ่านการตรวจสอบของการไฟฟ้าในพื้นที่แล้ว และอินเวอร์เตอร์ที่เสนอมายังขึ้นทะเบียนกับ กฟภ. อยู่ในวันที่คุณจะยื่นขอเชื่อมต่อจริง ไม่ใช่แค่วันที่เซ็นใบเสนอราคา ถ้าสามข้อนี้ตอบได้ครบ ก็จบตรงนี้ได้ ส่วนที่เหลือของบทความคือตัวเลขที่ข้อกำหนดเขียนไว้จริง สำหรับคนที่ต้องตรวจแบบ เขียนสเปก หรือเถียงกับผู้รับเหมาว่าอุปกรณ์รุ่นที่เสนอมาทำได้ตามที่ข้อกำหนดเขียนหรือไม่
กฟภ. เปลี่ยนไปคุมไฟที่จ่ายออก ไม่ใช่ขนาดที่ติดตั้ง
นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดของฉบับ พ.ศ. 2569 และเป็นความเปลี่ยนแปลงเชิงหลักการ ไม่ใช่การขยับตัวเลข ระเบียบฉบับ พ.ศ. 2559 ข้อ 4.1.1 เขียนว่าผู้ผลิตไฟฟ้าเชื่อมต่อแบบเฟสเดียวได้หากมีกำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ และข้อ 4.1.2 กำหนดว่ากำลังผลิตติดตั้งรวมของทุกรายบนหม้อแปลงลูกเดียวกันต้องไม่เกิน 15% ของพิกัดหม้อแปลง ทั้งสองข้อวัดที่สิ่งที่ติดตั้ง
ฉบับ พ.ศ. 2569 ย้ายการวัดไปอีกจุดหนึ่ง ข้อ 2.2 มีหัวข้อว่า ปริมาณกำลังไฟฟ้าที่จ่ายหรือขายไฟฟ้าเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้า และเขียนกำกับไว้ในบรรทัดแรกว่าใช้กับผู้ขอเชื่อมต่อประเภทที่จ่ายหรือขายไฟฟ้าเข้าระบบทุกประเภท ข้อ 2.2.1 จึงอ่านได้ชุดเดียวโดยไม่ต้องเดาว่าประโยคไหนเขียนถึงใคร
- เชื่อมต่อแบบเฟสเดียว จ่ายหรือขายไฟฟ้าได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อราย
- เชื่อมต่อมากกว่าหนึ่งเฟส จ่ายหรือขายได้ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ต่อราย โดยขนาดกำลังผลิตติดตั้งในแต่ละเฟสต่างกันได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์
- รวมทุกรายบนหม้อแปลงจำหน่ายลูกเดียวกัน ต้องไม่เกิน 25% ของพิกัดหม้อแปลง
เพดานหม้อแปลงที่ขยับจาก 15% เป็น 25% จึงไม่ได้ขยับแค่ตัวเลข แต่เปลี่ยนตัวตั้งที่เอามานับด้วย ของเดิมนับกำลังผลิตติดตั้งของทุกคนบนหม้อแปลง ของใหม่นับเฉพาะปริมาณที่แต่ละคนจ่ายออก ระบบ 20 kW ที่คุมการจ่ายออกไว้ที่ 5 kW จึงกินโควตาหม้อแปลง 5 kW ไม่ใช่ 20 kW ผลคือหม้อแปลงลูกเดียวกันรับระบบได้มากขึ้นกว่าเดิมสองทาง ทั้งจากเพดานที่สูงขึ้นและจากวิธีนับที่เปลี่ยนไป
สิ่งที่ทำให้การนับแบบใหม่บังคับใช้ได้จริงคืออุปกรณ์ที่ข้อกำหนดเรียกชื่อไว้เอง ข้อ 2.2.1(4) กำหนดให้ติดตั้ง อุปกรณ์ควบคุมการจ่ายไฟฟ้าไหลย้อนเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Export Limiting Device : EXL) เมื่อขนาดกำลังผลิตติดตั้งรวมมากกว่าปริมาณที่จ่ายออก ตามเกณฑ์สามชุด
| การเชื่อมต่อ | กำลังผลิตติดตั้งรวมที่ทำให้ต้องมี EXL | ปริมาณที่จ่ายหรือขายได้ |
|---|---|---|
| เฟสเดียว | มากกว่า 7 kW | ไม่เกิน 5 kW ต่อราย |
| มากกว่าหนึ่งเฟส | มากกว่า 10 kW | ไม่เกิน 5 kW ต่อราย |
| มากกว่าหนึ่งเฟส | มากกว่า 15 kW | ไม่เกิน 10 kW ต่อราย |

ข้อ 2.2.4 ยังสงวนสิทธิ์ให้ กฟภ. สั่งติด EXL เพิ่มเป็นรายกรณีได้ แม้ระบบจะไม่เข้าเกณฑ์สามชุดข้างบน หากพิจารณาแล้วว่าขนาดกำลังผลิตติดตั้งอาจกระทบระบบโครงข่าย เวลาอ่านใบเสนอราคาจึงควรถือว่า EXL เป็นรายการที่อาจถูกสั่งเพิ่มได้ ไม่ใช่รายการที่ตัดออกได้แน่นอนเมื่ออยู่ใต้เกณฑ์ ส่วนเพดานระดับเมกะวัตต์ไม่เปลี่ยน ข้อ 2.2.2 ยังคง 8 เมกะวัตต์ต่อวงจรที่ 22 กิโลโวลต์ 10 เมกะวัตต์ต่อวงจรที่ 33 กิโลโวลต์ และรวมทุกวงจรไม่เกิน 75% ของพิกัดหม้อแปลงกำลังแต่ละลูกของสถานีไฟฟ้า เท่ากับฉบับ พ.ศ. 2559 ทุกตัว
ไม่ขายไฟ: กฟภ. ห้ามจ่ายออก กฟน. ใช้ปลดโควตา
ตรงนี้คือจุดที่สองการไฟฟ้าต่างกันจริง และข้อกำหนดฉบับใหม่ไม่ได้ทำให้ความต่างนี้หายไป กลับทำให้เส้นแบ่งชัดขึ้น
ฝั่ง กฟภ. เป็นข้อห้าม นิยามในหน้า 3 ของข้อกำหนดแยกผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าออกเป็นสองแบบ คือ In-Plant Utility (IPU) ผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นของตนเองเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง และ Independent/Industrial Power Supply (IPS) ผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าที่ผลิตและจ่ายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า บ้านหรืออาคารที่ติดโซลาร์ไว้ใช้เองและไม่ขายไฟคืนจึงเป็น IPU และข้อ 3.3.1(2) เขียนถึงกลุ่มนี้ตรง ๆ ว่าผู้ขอเชื่อมต่อหรือผู้เชื่อมต่อจะต้องออกแบบระบบไม่ให้เกิดการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า และต้องไม่รับกระแสไฟฟ้าจนทำให้ระบบของ กฟภ. เสียหายหรือกระทบผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น
ข้อความนี้คือข้อ 7.1.15 ของฉบับ พ.ศ. 2559 ที่ย้ายที่อยู่ ไม่ใช่กฎใหม่ สิ่งที่เปลี่ยนคือที่ทางของมัน ของเดิมข้อนี้อยู่ในหมวดระบบป้องกัน ของใหม่ยกขึ้นมาอยู่ในหมวดที่เขียนถึงกลุ่มผู้ขอเชื่อมต่อโดยตรง ผลในทางปฏิบัติสำหรับเจ้าของบ้านยังเหมือนเดิม คือบ้านที่ไม่ขายไฟไม่ได้อิสระกว่า แต่ถูกคุมที่ทิศทางการไหลของไฟ และข้อกำหนดไม่ได้ตั้งเพดาน kW ให้กลุ่มนี้ เพราะสิ่งที่ถูกคุมไม่ใช่ขนาด
ฝั่ง กฟน. เป็นข้อแลกเปลี่ยน และยังไม่มีอะไรเปลี่ยน ระเบียบฉบับ พ.ศ. 2558 ข้อ 7.1.1(2) เขียนว่าผู้ใช้ไฟฟ้าที่เดินขนานเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะได้รับอนุญาตให้เชื่อมต่อ แม้จะทำให้กำลังผลิตติดตั้งรวมบนหม้อแปลงลูกเดียวกันเกินร้อยละ 15 หากได้ติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมมิให้เกิดการจ่ายไฟไหลย้อนเข้าสู่ระบบ และอุปกรณ์นั้นผ่านการตรวจสอบจาก กฟน. แล้ว อุปกรณ์ตัวเดียวกันจึงเป็นข้อบังคับในเขตหนึ่ง และเป็นกุญแจปลดข้อจำกัดในอีกเขตหนึ่ง ส่วนข้อ 7.1.2 กำหนดว่าถ้าเชื่อมโยงที่ระดับ 12 กิโลโวลต์ขึ้นไป ต้องติดอุปกรณ์กันไฟไหลย้อนเสมอ ไม่มีทางเลือก

ความต่างเชิงการจัดหน้าที่เคยเป็นปัญหาใหญ่ของฝั่ง กฟภ. หมดไปพร้อมฉบับใหม่ ระเบียบ พ.ศ. 2559 รวมทุกกลุ่มไว้ในข้อเดียวกันแล้วแยกด้วยคำนามในแต่ละประโยค ผู้อ่านจึงต้องไล่ดูเองว่าประโยคไหนใช้คำว่าผู้ผลิตไฟฟ้า และประโยคไหนใช้คำว่าผู้ขอใช้บริการ ฉบับ พ.ศ. 2569 ให้แต่ละกลุ่มมีหมวดของตัวเอง คือข้อ 3.1 สำหรับ VSPP ข้อ 3.2 สำหรับ SPP ข้อ 3.3 สำหรับ IPU และ IPS และข้อ 3.4 สำหรับรายอื่น ซึ่งเป็นวิธีจัดหน้าแบบเดียวกับที่ กฟน. ใช้มาตั้งแต่ฉบับ พ.ศ. 2558 คำถามว่าบ้านใช้เองถูกจำกัดที่ 5 kW ไหม จึงตอบได้ตรงจากตัวบทแล้วทั้งสองเขต
อินเวอร์เตอร์ตัวเดียวกัน ตั้งค่าคนละแบบในสองเขต
ตั้งแต่ 10 ธันวาคม 2569 อินเวอร์เตอร์รุ่นเดียวกันจะถูกขอให้ทำคนละอย่างในสองเขตการไฟฟ้า และข้อที่ต่างกันมากที่สุดคือเรื่องความถี่
ระเบียบ กฟภ. ฉบับ พ.ศ. 2559 ข้อ 8.2 เขียนว่าระบบคอนเวอร์เตอร์ต้องปลดวงจรออกจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าภายใน 100 มิลลิวินาที เมื่อความถี่ที่จุดเชื่อมต่ออยู่นอกช่วง 47.00–52.00 Hz ฉบับ พ.ศ. 2569 ข้อ 2.5.2 ใช้ตัวเลขชุดเดิมแต่กลับหน้าที่ โดยเขียนว่าผู้เชื่อมต่อที่ใช้อินเวอร์เตอร์ สามารถตัดการเชื่อมต่อได้ ในกรณีที่ความถี่ไม่อยู่ในช่วง 47.00–52.00 Hz และกำกับหัวข้อรูปไว้ว่า Frequency Ride Through แปลว่าภายในช่วงนั้นอินเวอร์เตอร์ต้องอยู่กับระบบต่อไป ไม่ใช่รีบปลด ส่วนฝั่ง กฟน. ข้อ 4.5.2 ยังกำหนดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมากปลดเซอร์กิตเบรกเกอร์โดยอัตโนมัติ เมื่อความถี่อยู่นอกช่วงเดียวกันนี้ต่อเนื่องเกิน 0.1 วินาที
เหตุผลทางวิศวกรรมอยู่ที่สัดส่วนของโซลาร์ในระบบ เมื่อกำลังผลิตจากอินเวอร์เตอร์มีสัดส่วนมากพอ การที่อินเวอร์เตอร์จำนวนมากปลดตัวเองพร้อมกันตอนความถี่แกว่ง กลายเป็นตัวซ้ำเติมเหตุการณ์แทนที่จะเป็นการป้องกัน ข้อกำหนดใหม่จึงขอให้อยู่กับระบบไว้ก่อน แล้วค่อยช่วยดึงความถี่กลับ ซึ่งเป็นที่มาของข้อ 2.9.5 ที่กำหนดให้ระบบอินเวอร์เตอร์ขนาดกำลังผลิตติดตั้งรวมมากกว่า 50 กิโลวัตต์ และเชื่อมต่อที่ระดับ 22 กิโลโวลต์ขึ้นไป ต้องเพิ่มหรือลดกำลังผลิตเมื่อความถี่ออกนอกช่วง 50 ± 0.3 Hz ที่ค่า Droop Characteristic 4% หรือด้วยสัดส่วน 50% ต่อ 1 Hz ระบบขนาดบ้านไม่เข้าเกณฑ์นี้ แต่ กฟน. มีข้อที่ใกล้เคียงกันมาก่อนแล้ว คือข้อ 4.5.2 ที่ให้โรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ลดกำลังผลิตลง 40% ของกำลังผลิต ณ ขณะนั้น ต่อความถี่ที่เพิ่มขึ้น 1 Hz เมื่อความถี่เกิน 51.00
| สิ่งที่ตั้งค่า | กฟภ. ฉบับ พ.ศ. 2569 | กฟน. ฉบับ พ.ศ. 2558 |
|---|---|---|
| ความถี่นอกช่วง 47.00–52.00 Hz | ข้อ 2.5.2 อินเวอร์เตอร์ตัดการเชื่อมต่อได้ ภายในช่วงต้อง ride through | ข้อ 4.5.2 ปลดเซอร์กิตเบรกเกอร์อัตโนมัติเมื่อหลุดช่วงเกิน 0.1 วินาที |
| ตัวประกอบกำลังของอินเวอร์เตอร์ที่แรงดันต่ำ | ข้อ 2.9.2 ปรับได้ 0.90 นำหน้าถึง 0.90 ตามหลัง ทุกขนาด | ข้อ 4.5.1 ปรับได้ 0.95 นำหน้าถึง 0.95 ตามหลัง ที่ 230/400 โวลต์ |
| การควบคุมแรงดันด้วยกำลังไฟฟ้า | ข้อ 2.9.2 ต้องมีทั้ง Volt-VAr และ Volt-Watt ทำงานตั้งแต่ 20% ของพิกัด | กำหนดเป็นการปรับตัวประกอบกำลัง ไม่ได้เรียกชื่อสองโหมดนี้ไว้ |
| การปลดเมื่อกริดดับ (Anti-Islanding) | ข้อ 2.9.6 ปลดวงจรภายใน 1 วินาที | กำหนดให้ปลดทันทีเมื่อระบบโครงข่ายไม่มีไฟ |
| การเชื่อมต่อกลับหลังไฟมา | ข้อ 2.9.7 กลับเข้าระบบภายใน 5 นาที หรือตาม Ramp Rate ที่ กฟภ. กำหนด | ให้เป็นไปตามเงื่อนไขการตรวจสอบของ กฟน. ก่อนขนานกลับ |
ค่า 1 วินาทีของ การป้องกันการจ่ายไฟฟ้าแบบแยกโดด ไม่ได้เปลี่ยนเลยระหว่างสองฉบับ เปลี่ยนแต่เลขข้อ จากข้อ 12.4 ของฉบับ พ.ศ. 2559 มาเป็นข้อ 2.9.6 ของฉบับ พ.ศ. 2569 เช่นเดียวกับตารางเวลาปลดวงจรเมื่อแรงดันผิดปกติในข้อ 2.9.4 ซึ่งยกมาจากข้อ 12.3 เดิมเกือบทั้งตาราง มีแถวเดียวที่ขยับ คือช่วง 110% ถึง 120% ของแรงดัน ที่เดิมให้เวลา 1.0 วินาที และฉบับใหม่ลดเหลือน้อยกว่า 0.5 วินาที ส่วนไฟฟ้ากระแสตรงที่จ่ายเข้าระบบยังคงไม่เกิน 0.5% ของกระแสพิกัดเท่าเดิมในข้อ 2.9.10
มีอีกข้อหนึ่งที่ใบเสนอราคาควรระบุตั้งแต่แรกเพราะเป็นของใหม่ คือข้อ 2.9.12 กำหนดให้อินเวอร์เตอร์สื่อสารได้อย่างน้อยด้วย Modbus RTU (RS-485) และ Modbus TCP ผ่าน Wi-Fi หรือ 4G/LTE และยอมให้ใช้ gateway เสริมได้หากตัวอินเวอร์เตอร์ไม่มีมาให้ในตัว
แรงดันเกินในเขต กฟภ. มาจากสายยาว ไม่ใช่จากกฎ
เกณฑ์แรงดันที่จุดเชื่อมต่อเป็นส่วนที่ฉบับ พ.ศ. 2569 ยกมาทั้งตารางโดยไม่แก้ตัวเลข ที่ 220 โวลต์ยังเป็น 200–240 และที่ 380 โวลต์ยังเป็น 342–418 ทั้งภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน สิ่งที่ยังต่างจาก กฟน. คือแรงดันฐาน
| ระบบแรงดันต่ำ | ภาวะปกติ ต่ำสุด–สูงสุด | ภาวะฉุกเฉิน ต่ำสุด–สูงสุด |
|---|---|---|
| กฟภ. 220 โวลต์ | 200–240 | 200–240 |
| กฟภ. 380 โวลต์ | 342–418 | 342–418 |
| กฟน. 230 โวลต์ | 214–237 | 209–240 |
| กฟน. 400 โวลต์ | 371–410 | 362–416 |
เพดานบนของ กฟภ. ในภาวะปกติอยู่ที่ 240 โวลต์ ซึ่งสูงกว่าของ กฟน. ที่ 237 โวลต์ กฎของ กฟภ. จึงไม่ได้เข้มกว่าในทิศทางแรงดันเกิน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับสวนทาง จากงานติดตั้งและดูแลระบบของทีมเรา การแจ้งเตือนแรงดันเกินเกิดขึ้นราว 1–2% ของระบบทั้งหมดที่เราติดตั้งและดูแลอยู่ในเขต กฟภ. ส่วนในเขต กฟน. เรายังไม่พบเลย ตัวเลขนี้เป็นสถิติจากงานของเราเอง ไม่ใช่ค่าที่การไฟฟ้าประกาศ และไม่ใช่การรับประกันว่าจะไม่เกิดในเขต กฟน.
กลไกอยู่ที่สายจำหน่าย ไม่ใช่ที่ข้อกำหนด เมื่ออินเวอร์เตอร์จ่ายไฟออก กระแสไหลย้อนขึ้นสายไปหาหม้อแปลง และแรงดันที่จุดเชื่อมต่อขยับขึ้นตามผลคูณของกระแสกับอิมพีแดนซ์ของสายช่วงนั้น สายยิ่งยาวและยิ่งเล็ก ความต้านทานสะสมยิ่งมาก แรงดันที่ปลายสายจึงยกขึ้นมากกว่าที่ต้นสายเมื่อจ่ายกำลังเท่ากัน เขต กฟน. เป็นเมืองหนาแน่น หม้อแปลงอยู่ใกล้ผู้ใช้และสายแรงต่ำสั้น ส่วนเขต กฟภ. มีสายแรงต่ำที่ยาวกว่ามากในหลายพื้นที่ ระบบเดียวกัน อินเวอร์เตอร์รุ่นเดียวกัน ตั้งค่าเท่ากัน จึงชนเพดานแรงดันในพื้นที่หนึ่งและไม่ชนในอีกพื้นที่หนึ่ง
ข้อ 2.9.2 ของฉบับใหม่แตะปัญหานี้โดยตรงเป็นครั้งแรก เพราะ Volt-Watt คือฟังก์ชันที่สั่งให้อินเวอร์เตอร์ลดกำลังจ่ายลงเมื่อแรงดันที่จุดเชื่อมต่อสูงขึ้น แทนที่จะปล่อยให้ชนเพดานแล้วปลดตัวเอง ผลกับเจ้าของบ้านคือผลผลิตที่หายไปเงียบ ๆ จะถูกแลกเป็นการหรี่กำลังแบบมีแบบแผนแทน แต่ผลผลิตก็ยังหายอยู่ดี ถ้าบ้านคุณอยู่ปลายสายในเขต กฟภ. ให้ถามสองข้อก่อนตัดสินใจ คือระยะจากหม้อแปลงถึงบ้านเป็นเท่าไร และผู้ติดตั้งจะดูค่าแรงดันย้อนหลังจากระบบมอนิเตอร์ให้ได้หรือไม่ เพราะข้อมูลนี้แยกปัญหาแรงดันออกจากปัญหาแผงหรือฝุ่นได้ตั้งแต่ต้น
อินเวอร์เตอร์ที่ขึ้นทะเบียนไว้ ใช้ได้ถึง 31 ธ.ค. 2570
บทเฉพาะกาลในข้อ 6 เป็นส่วนที่ฉบับ พ.ศ. 2559 ไม่มีเลย และเป็นส่วนที่กระทบการตัดสินใจซื้อของภายในปีนี้มากที่สุด
ข้อ 6.5 เขียนว่าอินเวอร์เตอร์ที่ กฟภ. ขึ้นทะเบียนไว้ตามระเบียบฉบับ พ.ศ. 2559 ก่อนวันที่ประกาศฉบับใหม่ ยังนำมาขออนุญาตเชื่อมต่อตามข้อกำหนด พ.ศ. 2569 ได้ตามอายุที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้ โดยสิ้นสุดไม่เกินวันที่ 31 ธันวาคม 2570 แปลว่าทะเบียนเดิมไม่ได้ถูกยกเลิกทันที แต่มีวันหมดอายุปลายทางร่วมกัน รุ่นที่จะใช้ยื่นขอเชื่อมต่อหลังจากนั้นต้องขึ้นทะเบียนหรือผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ของฉบับใหม่ ซึ่งมีหัวข้อทดสอบที่ฉบับเดิมไม่มี เช่น Frequency Response และ Voltage Fault Ride Through สำหรับอินเวอร์เตอร์ของระบบที่เกิน 50 กิโลวัตต์ที่ 22 กิโลโวลต์ขึ้นไป
สำหรับคนที่กำลังจะซื้อ คำถามที่ควรถามผู้ขายจึงไม่ใช่แค่ว่ารุ่นนี้ขึ้นทะเบียนกับ กฟภ. แล้วหรือยัง แต่ต้องถามต่อว่าทะเบียนของรุ่นนี้หมดอายุเมื่อใด และผู้ผลิตยื่นขึ้นทะเบียนตามเกณฑ์ฉบับ พ.ศ. 2569 แล้วหรือไม่ เพราะระบบที่ติดตั้งไว้แล้วยังใช้งานต่อได้ แต่การยื่นขอเชื่อมต่อรายใหม่หลัง 31 ธันวาคม 2570 ด้วยรุ่นที่มีแต่ทะเบียนเดิมจะไม่ผ่าน
ข้อ 6.1 ถึง 6.4 เขียนถึงการเปลี่ยนผ่านของโครงการและของผู้ที่เชื่อมต่ออยู่แล้ว ข้อ 6.1 ให้การเชื่อมต่อที่ได้รับอนุญาตไว้ก่อนวันที่ข้อกำหนดใหม่ใช้บังคับ ดำเนินการต่อไปได้และถือว่าเป็นการเชื่อมต่อตามข้อกำหนดนี้ ข้อ 6.4 ระบุว่าคำขอที่ยื่นไว้แล้วแต่เอกสารยังไม่ครบถ้วนก่อนวันใช้บังคับ จะถูกพิจารณาตามข้อกำหนดฉบับใหม่ ส่วนข้อ 6.2 กำหนดกรอบเวลาการอนุญาตของผู้เชื่อมต่อรายเดิมไว้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 ให้ยื่นคำขอตามข้อกำหนดใหม่ล่วงหน้าภายในเดือนธันวาคม 2571 และระบุว่าหากไม่ดำเนินการจนครบกำหนด กฟภ. สงวนสิทธิในการปลดการเชื่อมต่อ
ข้อ 6.2 อ่านเป็นคำขู่ว่าระบบที่ขนานไฟไปแล้วจะถูกปลดในปี 2572 ได้ง่ายมาก แต่ลำดับงานจริงของ กฟภ. บอกอีกอย่าง คำว่า ได้รับอนุญาตเชื่อมต่อ ในกระบวนการของ กฟภ. คือหนังสืออนุญาตที่ออกให้ก่อนลงมือติดตั้ง โดยพิจารณาจากแบบที่ยื่นไป จากนั้นจึงติดตั้งให้ตรงแบบ แล้ว กฟภ. จึงเข้าตรวจสอบและรับ COD เป็นขั้นสุดท้าย ผู้ที่ถือหนังสืออนุญาตอยู่จึงยังไม่จำเป็นต้องจ่ายไฟด้วยซ้ำ สิ่งที่ข้อ 6.2 กำหนดอายุไว้ถึง 31 ธันวาคม 2572 จึงเป็นอายุของใบอนุญาตเชื่อมต่อที่ยังใช้ไม่ครบกระบวนการ ไม่ใช่อายุของระบบที่ผ่าน COD แล้ว โครงการที่ได้รับอนุญาตไว้ก่อน 10 ธันวาคม 2569 หรือที่ยื่นเอกสารครบถ้วนแล้วและอยู่ระหว่างพิจารณา จึงต้องติดตั้งและรับ COD ให้เสร็จภายในกำหนดนั้น
เส้นแบ่งที่ใช้ตัดสินใจได้จริงคือวันที่โครงการจะรับ COD ถ้าแผนงานรับ COD ได้ภายใน 31 ธันวาคม 2572 ก็เดินตามแบบที่ได้รับอนุญาตไว้เดิมต่อไปได้ แต่ถ้าแผนงานจะรับ COD หลังจากนั้น ต้องแก้แบบให้เป็นไปตามข้อกำหนด พ.ศ. 2569 แล้วยื่นใหม่ภายในเดือนธันวาคม 2571 ซึ่งไม่ใช่งานเอกสารอย่างเดียว เพราะแบบที่เขียนไว้ตามฉบับ พ.ศ. 2559 อาจต้องเพิ่ม EXL ตามเกณฑ์ในข้อ 2.2.1(4) และต้องใช้อินเวอร์เตอร์ที่ขึ้นทะเบียนตามเกณฑ์ฉบับใหม่ ทั้งสองอย่างมีราคาและมีผลกับผังการเชื่อมต่อ ข้อนี้จึงเป็นบทเปลี่ยนผ่านของเจ้าของโครงการ ผู้รับเหมาที่มีงานค้างในมือ และผู้ขายอุปกรณ์ เป็นหลัก การอ่านนี้มาจากลำดับงานที่ทีมเราทำกับ กฟภ. เป็นประจำ ไม่ใช่ข้อความที่เขียนแยกไว้ในตัวบท ⚠ ถ้าโครงการของคุณถือหนังสืออนุญาตที่ยังไม่ได้ COD ให้ยืนยันกำหนดเวลากับสำนักงานในพื้นที่โดยตรง เพราะเป็นกรณีที่มีเงินจมอยู่
ตัวเลขในแบบ 10A4-0890 ที่ควรอยู่ในใบเสนอราคา
ฝั่ง กฟน. มีเอกสารอีกฉบับที่ลงรายละเอียดกว่าระเบียบมาก คือแบบเลขที่ 10A4-0890 ข้อกำหนดการติดตั้งทางไฟฟ้า ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคา ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2559 จำนวน 15 แผ่น ขอบเขตในข้อ 1.1 คือระบบบนหลังคาที่ไม่มีแบตเตอรี่สำรอง สำหรับใช้งานภายในของลูกค้า และข้อ 1.2 ระบุว่าใช้กับอินเวอร์เตอร์แบบ transformerless เท่านั้น ส่วนข้อ 1.3 ให้ย้อนไปใช้มาตรฐาน วสท. 2001-56 ในเรื่องที่แบบนี้ไม่ได้ระบุ ตัวเลขในแบบนี้ตรวจได้จากดาต้าชีทและจากแบบที่ผู้รับเหมาเขียนให้
| ข้อในแบบ | สิ่งที่บังคับ | ค่าที่ต้องทำได้ |
|---|---|---|
| 3.2 (ก) | พิกัดเครื่องป้องกันกระแสเกินของแต่ละ PV String | มากกว่า 1.5 เท่าของ Isc และน้อยกว่า 2.4 เท่าของ Isc และไม่เกินพิกัดป้องกันสูงสุดของแผง |
| 3.2 (ง) | เครื่องป้องกันกระแสเกินฝั่งไฟฟ้ากระแสสลับ ที่จุดเชื่อมกับแผงจ่ายไฟประธาน | พิกัดไม่น้อยกว่ากระแสต่อเนื่องสูงสุดด้านออกของอินเวอร์เตอร์ |
| 3.3 (ค) | ป้องกันการลัดวงจรลงดินฝั่งไฟฟ้ากระแสตรง ตัดวงจรอัตโนมัติ | 300 mA สำหรับอินเวอร์เตอร์พิกัดไม่เกิน 30 kVA และ 10 mA ต่อ kVA เมื่อเกิน 30 kVA |
| 3.4 | เครื่องป้องกันวงจรอาร์กฟอลต์ฝั่งไฟฟ้ากระแสตรง (AFCI) | บังคับเมื่อแรงดันสูงสุดของระบบ PV ตั้งแต่ 80 โวลต์ขึ้นไป |
| 3.5.1 | การต่อลงดินฝั่งไฟฟ้ากระแสตรง | ต้องเป็นระบบไม่มีการต่อลงดิน ทั้งขั้วบวกและขั้วลบ |
เกณฑ์ 300 mA และ 10 mA ต่อ kVA เป็นชุดเดียวกับที่ IEC 62109-2 และ วสท. ข้อ 3.4.3 กำหนดไว้ แบบของ กฟน. จึงไม่ได้ตั้งเกณฑ์ของตัวเองขึ้นมาใหม่ ซึ่งแปลว่าเลขที่อ่านเจอในดาต้าชีทคือเลขเดียวกับที่การไฟฟ้าจะตรวจ ⚠ ระวังเลข 80 โวลต์ซึ่งปรากฏสองที่ด้วยความหมายต่างกัน ในแบบ 10A4-0890 ข้อ 3.4 เลข 80 โวลต์คือเกณฑ์ที่ทำให้ต้องมี AFCI ส่วนใน วสท. ข้อ 4.3.13 เลข 80 โวลต์คือแรงดันที่ต้องลดให้เหลือภายใน 30 วินาทีในขอบเขตอาร์เรย์ สำหรับ Rapid Shutdown เป็นคนละข้อบังคับกันคนละเรื่อง
ฝั่ง กฟภ. รูปแบบการเชื่อมต่อย้ายมาอยู่ในเอกสารแนบท้ายที่ 7.1 ของข้อกำหนดฉบับใหม่ โดยรูปแบบที่ 1.1 คือ VSPP ที่ใช้อินเวอร์เตอร์เชื่อมต่อที่ 220/380 โวลต์ และรูปแบบที่ 2.1 คือผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ระดับแรงดันเดียวกัน ทั้งสองรูปแบบกำหนดให้อินเวอร์เตอร์ต้องขึ้นทะเบียนหรือผ่านการทดสอบตามข้อกำหนดของ กฟภ. และตั้งค่าระบบป้องกันตามที่ กฟภ. กำหนด ส่วนอุปกรณ์ป้องกันกระแสเกินเลือกได้สองทาง คือเซอร์กิตเบรกเกอร์ที่มีทั้งฟังก์ชัน overcurrent และ ground fault protection เช่น RCBO หรือ MCCB ที่มีฟังก์ชันดังกล่าว อีกทางคือเซอร์กิตเบรกเกอร์ติดตั้งร่วมกับรีเลย์ 50/51 และ 50/51N ⚠ ประกาศ กฟภ. ฉบับ 29 เมษายน 2565 ที่เคยแก้รูปแบบการเชื่อมต่อของระเบียบ พ.ศ. 2559 ออกมาสิบรูปแบบนั้น ผูกอยู่กับระเบียบฉบับที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ควรขอยืนยันกับสำนักงานในพื้นที่ว่าให้ใช้รูปแบบใดหลัง 10 ธันวาคม 2569
ข้อกำหนดคือขั้นต่ำ ความรับผิดยังเป็นของคุณ
ข้อ 2.3 ของฉบับใหม่เขียนเรื่องนี้ไว้แบบเดียวกับข้อ 7.1.11 ของฉบับเดิม คือระบบป้องกันที่กำหนดไว้เป็นการออกแบบขั้นต่ำ ผู้ขอเชื่อมต่อต้องพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมสำหรับกรณีที่ข้อกำหนดไม่ได้ระบุไว้ และยกตัวอย่างสองกรณีเดิม คือกระแสลัดวงจรผ่านความต้านทานสูง (High Impedance Fault) และการจ่ายไฟแบบแยกโดดโดยไม่ได้เจตนา (Unintentional Islanding) หากเกิดความเสียหายต่อระบบโครงข่ายหรือต่อบุคคลที่สาม ผู้เชื่อมต่อเป็นผู้รับผิดชอบ ข้อ 2.1.4 ยังสงวนสิทธิ์ให้ กฟภ. พิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตการเชื่อมต่อ โดยผู้ขอเชื่อมต่อจะนำไปเป็นเหตุเรียกค่าเสียหายมิได้
ข้อกำหนดหนักอีกชุดหนึ่งไม่บังคับกับระบบขนาดบ้าน และการรู้ว่าข้อไหนไม่ใช่ของเรามีค่าพอกัน เพราะเป็นจุดที่ใบเสนอราคาบางใบใส่อุปกรณ์เกินความจำเป็นเข้ามา ความสามารถทนแรงดันผิดปกติชั่วขณะ (Voltage Fault Ride Through) ตามข้อ 2.9.3 บังคับเฉพาะอินเวอร์เตอร์ของระบบที่กำลังผลิตติดตั้งรวมเกิน 50 กิโลวัตต์ และเชื่อมต่อที่ 22 กิโลโวลต์ขึ้นไป เท่ากับข้อ Frequency Response ในข้อ 2.9.5 เครื่องวัดคุณภาพไฟฟ้าตามข้อ 2.4 เริ่มบังคับเมื่ออินเวอร์เตอร์รวมเกิน 250 กิโลวัตต์ หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ไม่ใช้อินเวอร์เตอร์รวมเกิน 1 เมกะวัตต์ ส่วนระบบควบคุมระยะไกลที่ต้องรับค่าสั่งการแรงดันและกำลังไฟฟ้าจากศูนย์ควบคุมของ กฟภ. ตามข้อ 2.6 เป็นเรื่องของ VSPP ที่เกิน 1 เมกะวัตต์
อีกสองข้อที่ควรรู้ไว้ก่อนวางแผนต่อเติมระบบ คือข้อ 2.11 กำหนดให้การเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ในระบบไฟฟ้าต้องส่งให้ กฟภ. พิจารณาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนเริ่มดำเนินการ ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากับขั้นตอนขออนุญาตเชื่อมต่อครั้งแรก และข้อ 5 เปิดช่องระงับข้อพิพาทที่ฉบับเดิมไม่มี โดยให้เจรจากับ กฟภ. ภายใน 30 วัน และยื่นคำร้องเรียนต่อ กกพ. ได้หากยังไม่ได้ข้อยุติ
สรุปเชิงวิศวกรรม
- กฟภ. ประกาศข้อกำหนดเกี่ยวกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า พ.ศ. 2569 เมื่อ 10 กันยายน 2569 ออกพร้อมกันสามฉบับ คือ Connection Code, Service Code และ Operation Code ให้มีผลเมื่อพ้น 90 วัน คือ 10 ธันวาคม 2569 และยกเลิกระเบียบฉบับ พ.ศ. 2559 ทั้งฉบับ
- สิ่งที่ถูกกำกับเปลี่ยนจากกำลังผลิตติดตั้ง เป็นปริมาณที่จ่ายหรือขายเข้าระบบ ข้อ 2.2.1 กำหนดเพดาน 5 kW ต่อรายสำหรับเฟสเดียว 10 kW สำหรับมากกว่าหนึ่งเฟส และ 25% ของพิกัดหม้อแปลงสำหรับทุกรายรวมกัน ทั้งสามค่าวัดที่ไฟซึ่งจ่ายออก
- ข้อ 2.2.1(4) เรียกชื่อ Export Limiting Device (EXL) ไว้ในตัวข้อกำหนดเป็นครั้งแรก และบังคับเมื่อกำลังผลิตติดตั้งเกิน 7 kW แบบเฟสเดียว หรือเกิน 10 และ 15 kW แบบมากกว่าหนึ่งเฟส สำหรับการจ่ายออก 5 และ 10 kW ตามลำดับ
- บ้านที่ใช้เองและไม่ขายไฟเป็น IPU ตามนิยามหน้า 3 และถูกผูกด้วยข้อ 3.3.1(2) ที่ห้ามจ่ายไฟเข้าระบบ ซึ่งเป็นข้อความเดียวกับข้อ 7.1.15 ของฉบับเดิมที่ย้ายมาอยู่ในหมวดของกลุ่มตัวเอง
- ฝั่ง กฟน. ยังใช้ระเบียบ พ.ศ. 2558 ข้อ 7.1.1(2) ซึ่งใช้อุปกรณ์กันไฟไหลย้อนที่ผ่านการตรวจสอบเป็นเงื่อนไขให้เกินโควตาหม้อแปลง 15% ได้ อุปกรณ์ตัวเดียวกันจึงยังเป็นข้อบังคับในเขตหนึ่ง และเป็นกุญแจในอีกเขตหนึ่ง
- ความถี่เป็นข้อที่กลับหน้าที่ กฟภ. เปลี่ยนจากปลดวงจรภายใน 100 มิลลิวินาทีเมื่อหลุดช่วง 47.00–52.00 Hz มาเป็น ride through ภายในช่วงเดียวกันตามข้อ 2.5.2 ส่วน กฟน. ข้อ 4.5.2 ยังให้ปลดเมื่อหลุดช่วงเกิน 0.1 วินาที
- Anti-Islanding ยังเป็น 1 วินาทีเท่าเดิม เปลี่ยนแต่เลขข้อจาก 12.4 เป็น 2.9.6 ส่วนตารางเวลาปลดวงจรเมื่อแรงดันผิดปกติในข้อ 2.9.4 ยกมาทั้งตาราง มีเพียงช่วง 110–120% ที่ลดจาก 1.0 วินาที เหลือน้อยกว่า 0.5 วินาที
- ตัวประกอบกำลังของอินเวอร์เตอร์ที่แรงดันต่ำเข้มขึ้น จาก 0.95 นำหน้าถึง 0.95 ตามหลัง เป็น 0.90 ทั้งสองทางทุกขนาดตามข้อ 2.9.2 และเพิ่ม Volt-VAr กับ Volt-Watt เป็นฟังก์ชันบังคับที่ทำงานตั้งแต่ 20% ของพิกัด
- ข้อ 2.9.12 กำหนดให้อินเวอร์เตอร์สื่อสารได้อย่างน้อยด้วย Modbus RTU (RS-485) และ Modbus TCP ซึ่งเป็นข้อที่ฉบับเดิมไม่มี
- บทเฉพาะกาลข้อ 6.5 ให้อินเวอร์เตอร์ที่ขึ้นทะเบียนตามฉบับ พ.ศ. 2559 ใช้ยื่นขอเชื่อมต่อได้ตามอายุทะเบียนเดิม แต่สิ้นสุดไม่เกิน 31 ธันวาคม 2570 คำถามที่ควรถามผู้ขายจึงเป็นวันหมดอายุของทะเบียน ไม่ใช่แค่ว่ามีทะเบียนหรือไม่
- จากงานของทีมเรา แรงดันเกินเกิดราว 1–2% ของระบบที่ติดตั้งและดูแลอยู่ในเขต กฟภ. และยังไม่พบในเขต กฟน. สาเหตุอยู่ที่ความยาวของสายจำหน่าย ไม่ใช่ที่ข้อกำหนด เพราะเพดานของ กฟภ. ที่ 240 โวลต์สูงกว่าของ กฟน. ที่ 237 โวลต์ด้วยซ้ำ
อ้างอิง
- ประกาศการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เรื่อง ข้อกำหนดเกี่ยวกับระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Code) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2569 (ลงนาม 10 กันยายน 2569) — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค. ที่มาของวันประกาศ การยกเลิกระเบียบฉบับ พ.ศ. 2559 และกรอบเวลา 90 วันก่อนมีผลใช้บังคับ. pea.co.th — เข้าถึงเมื่อ 21 ก.ย. 2569
- ข้อกำหนดเกี่ยวกับการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พ.ศ. 2569 — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค. ที่มาของคำจำกัดความหน้า 3 และข้อ 2.1, 2.2, 2.3, 2.4, 2.5, 2.6, 2.9, 2.11, 3.1, 3.3, 5 และ 6 ที่ยกมาทั้งหมด รวมถึงเอกสารแนบท้ายที่ 7.1. pea.co.th — เข้าถึงเมื่อ 21 ก.ย. 2569
- ระเบียบการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ว่าด้วยข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า พ.ศ. 2559 (ยกเลิกแล้ว) — การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค. ใช้เป็นฉบับเทียบ ที่มาของข้อ 4.1, 8.2, 12.3 และ 12.4 ที่ยกมาเปรียบเทียบ — เข้าถึงเมื่อ 21 ก.ย. 2569
- ระเบียบการไฟฟ้านครหลวง ว่าด้วยข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า พ.ศ. 2558 — การไฟฟ้านครหลวง. ยังเป็นฉบับที่ใช้บังคับในเขต กฟน. ที่มาของข้อ 4.5.1, 4.5.2, 6.1.1, 7.1.1, 7.1.2 และตารางแรงดัน — เข้าถึงเมื่อ 21 ก.ย. 2569
- การไฟฟ้านครหลวง แบบเลขที่ 10A4-0890 — ข้อกำหนดการติดตั้งทางไฟฟ้า ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคา (ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2559, 15 แผ่น). ที่มาของเกณฑ์เครื่องป้องกันกระแสเกิน การป้องกันลัดวงจรลงดิน AFCI และการต่อลงดิน — เข้าถึงเมื่อ 31 ส.ค. 2569
- การไฟฟ้านครหลวง แบบเลขที่ 10A4-0870 — Single Line Diagram, Non-Export Solar PV Generation in Parallel with MEA Grid (ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2559, 11 แผ่น). ที่มาของนิยาม EXL ฝั่ง กฟน. และทางเลือกการสั่งตัด — เข้าถึงเมื่อ 31 ส.ค. 2569
- ประกาศการไฟฟ้านครหลวงที่ 48/2569 เรื่อง การรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน ประเภทบ้านอยู่อาศัย พ.ศ. 2569 — การไฟฟ้านครหลวง. mea.or.th — เข้าถึงเมื่อ 30 ส.ค. 2569
- พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 81 — ฐานอำนาจที่ข้อกำหนดทั้งสามฉบับอ้างในการออกข้อกำหนด — เข้าถึงเมื่อ 30 ส.ค. 2569
คำถามที่พบบ่อย
ติดโซลาร์ไว้ใช้เองไม่ขายไฟ ต้องทำตามข้อกำหนดการเชื่อมต่อของการไฟฟ้าไหม
ต้อง ในเขต กฟภ. ข้อกำหนด พ.ศ. 2569 นิยามคนกลุ่มนี้ว่า IPU คือผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นของตนเองเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง และผูกด้วยข้อ 3.3.1(2) ที่ให้ออกแบบระบบไม่ให้จ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ ส่วนข้อทางเทคนิคในข้อ 2 ใช้กับทุกกลุ่ม ฝั่ง กฟน. ระเบียบ พ.ศ. 2558 เรียกกลุ่มนี้ว่าผู้ใช้ไฟฟ้าที่เดินขนานเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และให้มีหมวดของตัวเองในข้อ 7
เพดาน 5 kW ของ กฟภ. คือขนาดที่ติดตั้งได้หรือไม่
ไม่ใช่ ตั้งแต่ 10 ธันวาคม 2569 ข้อ 2.2.1 ของข้อกำหนด พ.ศ. 2569 กำหนดเพดานที่ปริมาณไฟฟ้าที่จ่ายหรือขายเข้าระบบ คือ 5 kW ต่อรายแบบเฟสเดียว และ 10 kW แบบมากกว่าหนึ่งเฟส ติดตั้งได้มากกว่านั้นถ้าคุมการจ่ายออกด้วย EXL ซึ่งบังคับเมื่อกำลังผลิตติดตั้งเกิน 7 kW แบบเฟสเดียว หรือเกิน 10 และ 15 kW แบบมากกว่าหนึ่งเฟส ก่อนวันนั้นยังใช้ระเบียบ พ.ศ. 2559 ที่คุมที่กำลังผลิตติดตั้ง
อุปกรณ์กันไฟไหลย้อนเป็นภาระหรือเป็นประโยชน์
เป็นได้ทั้งสองอย่างแล้วแต่พื้นที่ ฝั่ง กฟภ. เป็นสิ่งที่ต้องมี ทั้งเพื่อทำตามข้อ 3.3.1(2) สำหรับบ้านที่ไม่ขายไฟ และตามข้อ 2.2.1(4) เมื่อติดตั้งเกินเกณฑ์ ส่วนฝั่ง กฟน. ข้อ 7.1.1(2) เขียนว่าผู้ใช้ไฟฟ้าที่เดินขนานเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะเชื่อมต่อได้แม้ทำให้กำลังผลิตรวมบนหม้อแปลงลูกเดียวกันเกิน 15% หากติดตั้งอุปกรณ์กันไฟไหลย้อนที่ กฟน. ตรวจสอบแล้ว อุปกรณ์นี้จึงเป็นกุญแจที่ปลดโควตาหม้อแปลง และที่ระดับ 12 กิโลโวลต์ขึ้นไปตามข้อ 7.1.2 ต้องมีเสมอ
ทำไมแรงดันเกินเกิดในเขต กฟภ. มากกว่าเขต กฟน.
ไม่ใช่เพราะกฎ เพราะเพดานปกติของ กฟภ. อยู่ที่ 240 โวลต์ ซึ่งสูงกว่าของ กฟน. ที่ 237 โวลต์ด้วยซ้ำ สาเหตุอยู่ที่สายจำหน่าย เมื่ออินเวอร์เตอร์จ่ายไฟออก แรงดันที่จุดเชื่อมต่อขยับขึ้นตามผลคูณของกระแสกับอิมพีแดนซ์ของสายช่วงนั้น สายยิ่งยาวยิ่งยกแรงดันมาก เขต กฟน. เป็นเมืองหนาแน่นและสายแรงต่ำสั้น จากงานติดตั้งและดูแลระบบของทีมเรา พบการแจ้งเตือนแรงดันเกินราว 1 ถึง 2% ของระบบในเขต กฟภ. และยังไม่พบในเขต กฟน. ตัวเลขนี้เป็นสถิติจากงานของเราเอง ไม่ใช่ค่าที่การไฟฟ้าประกาศ
อินเวอร์เตอร์ต้องปลดวงจรเร็วแค่ไหนเมื่อความถี่ผิดปกติ
ตั้งแต่ 10 ธันวาคม 2569 สองเขตไม่เหมือนกัน ข้อกำหนด กฟภ. พ.ศ. 2569 ข้อ 2.5.2 ให้อินเวอร์เตอร์อยู่กับระบบภายในช่วง 47.00 ถึง 52.00 Hz และตัดการเชื่อมต่อได้เมื่อออกนอกช่วง ซึ่งกลับหน้าที่จากฉบับ พ.ศ. 2559 ที่ให้ปลดภายใน 100 มิลลิวินาที ส่วน กฟน. ข้อ 4.5.2 ยังให้ปลดเมื่อหลุดช่วงเดียวกันเกิน 0.1 วินาที และให้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลดกำลังผลิตลง 40% ต่อ 1 Hz เมื่อความถี่เกิน 51.00 ส่วนการปลดเมื่อกริดดับของ กฟภ. ยังเป็น 1 วินาทีตามข้อ 2.9.6
อินเวอร์เตอร์ที่ขึ้นทะเบียนกับ กฟภ. ไว้แล้ว ใช้ยื่นขอเชื่อมต่อได้ถึงเมื่อไร
ข้อ 6.5 ของข้อกำหนด พ.ศ. 2569 ให้อินเวอร์เตอร์ที่ขึ้นทะเบียนตามระเบียบ พ.ศ. 2559 ใช้ยื่นขอเชื่อมต่อได้ตามอายุทะเบียนเดิม แต่สิ้นสุดไม่เกิน 31 ธันวาคม 2570 การยื่นขอรายใหม่หลังวันนั้นต้องใช้รุ่นที่ขึ้นทะเบียนหรือผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ฉบับใหม่ จึงควรถามผู้ขายถึงวันหมดอายุของทะเบียน ไม่ใช่แค่ว่ามีทะเบียนหรือไม่
