ราคาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปวันนี้ต่ำลงจนการไฟฟ้าเองก็ขายแพ็กเกจ และตัวเลขที่เห็นบ่อยที่สุดคือ “คืนทุน 4–5 ปี” ปัญหาคือตัวเลขนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวที่แทบไม่มีใครเขียนกำกับไว้ คือคุณใช้ไฟที่ผลิตได้ทุกหน่วยด้วยตัวเอง ภายใต้ระบบ Net Billing ของไทย หน่วยที่คุณใช้เองมีค่า 4.84 บาท แต่หน่วยที่ไหลออกกริดมีค่า 2.20 บาทเมื่ออยู่ในโครงการรับซื้อ และเป็นศูนย์เมื่อไม่ได้อยู่ในโครงการ คำถามว่า โซลาร์รูฟท็อปคุ้มไหม จึงไม่ได้ตัดสินที่ราคาอุปกรณ์หรือยี่ห้อแผง แต่ตัดสินที่สัดส่วนไฟที่บ้านคุณใช้เองตอนกลางวัน บนราคาและผลผลิตชุดเดียวกัน ระบบ 5 kW คืนทุนได้ตั้งแต่ 5.9 ปี ถึง 12.3 ปี ต่างกันเกินสองเท่าโดยที่ตัวระบบไม่ได้เปลี่ยนเลย บ้านต่างหากที่เปลี่ยน

ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2569 · อัตราค่าไฟ ค่า Ft ราคาแพ็กเกจ และเงื่อนไขโครงการรับซื้อไฟเปลี่ยนได้ ตรวจสอบกับ กฟภ. กฟน. สำนักงาน กกพ. และกรมสรรพากร (1161) ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
โซลาร์รูฟท็อปคุ้มไหม ตัดสินที่หน่วยที่คุณใช้เอง ไม่ใช่หน่วยที่คุณผลิตได้
ไฟหนึ่งหน่วยจากหลังคาของคุณมีสามปลายทาง และสามราคา ถ้ามันวิ่งเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านทันที มันแทนหน่วยที่คุณต้องซื้อจากการไฟฟ้า จึงมีค่าเท่ากับค่าไฟเต็มราคา ถ้ามันเหลือแล้วไหลออกกริด มันมีค่าเท่ากับอัตรารับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย เฉพาะเมื่อคุณมีสัญญาขายไฟในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน และปลายทางที่สามคือปลายทางที่คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด
ถ้าคุณไม่มีสัญญาขายไฟ ไฟส่วนเกินไม่ได้ไหลออกไปฟรี ๆ แต่ไม่ถูกผลิตขึ้นมาตั้งแต่แรก ระบบที่ขนานไฟกับการไฟฟ้าโดยไม่มีสัญญารับซื้อ ต้องติดตั้งฟังก์ชันจำกัดการจ่ายไฟออกสู่ระบบ หรือ Export Limit ซึ่งวัดทิศทางการไหลของกำลังไฟฟ้าที่จุดเชื่อมต่อแล้วสั่งอินเวอร์เตอร์ หรี่กำลังผลิตลง ให้พอดีกับโหลดที่บ้านใช้อยู่ขณะนั้น เมื่อบ้านใช้ไฟน้อย แผงก็ถูกหรี่ลงตาม อุปกรณ์ชนิดนี้ปรากฏในข้อกำหนดการเชื่อมต่อของการไฟฟ้าเองในชื่อ Export Limiting Device (EXL)
ผลทางตัวเลขเท่ากันคือศูนย์ แต่ความหมายต่างกันมาก และต่างกันในทางที่แย่กว่า ไฟที่ไหลออกฟรียังเป็นไฟที่ผลิตแล้ว ส่วนไฟที่ถูกหรี่คือกำลังผลิตที่คุณจ่ายเงินซื้อมาแล้วแต่ใช้ไม่ได้ ตัวเลข “ผลิตได้ 5,840 หน่วยต่อปี” ในโบรชัวร์ทุกใบเป็นศักยภาพ ไม่ใช่ผลผลิตที่คุณจะได้ บ้านที่ใช้ไฟเองได้ 40% และไม่มีสัญญาขายไฟ จะได้ไฟจริงราว 2,340 หน่วยต่อปี ไม่ใช่ 5,840 หน่วย ส่วนที่เหลืออินเวอร์เตอร์ไม่ได้ผลิตออกมาเลย นี่คือเหตุผลที่การถามว่า “ระบบผลิตได้กี่หน่วย” เป็นคำถามที่ผิด คำถามที่ถูกคือ “บ้านผมใช้ได้กี่หน่วย”

ส่วนต่างนี้คือเหตุผลทั้งหมดว่าทำไมคำแนะนำ “ติดให้ใหญ่ไว้ก่อน” จึงผิดในบริบทของไทย ทุกหน่วยที่คุณผลิตเกินความต้องการของบ้านตัวเองในขณะนั้น มีค่าลดลงเหลือไม่ถึงครึ่ง หรือหายไปทั้งหมด รายละเอียดว่าทำไมไทยถึงเป็น Net Billing ไม่ใช่ Net Metering อยู่ใน บทความเปรียบเทียบสองระบบนี้ สิ่งที่ต้องจำสำหรับการคำนวณคือ อัตราส่วน 4.84 ต่อ 2.20 เท่ากับ 2.2 เท่า หนึ่งหน่วยที่ใช้เองมีค่าเท่ากับสองหน่วยที่ขายคืน
ตัวเลขที่คุณต้องรู้จึงไม่ใช่ขนาดระบบ แต่คือ สัดส่วนการใช้ไฟเอง (self-consumption ratio) — เปอร์เซ็นต์ของไฟที่ผลิตได้แล้วถูกใช้ในบ้านทันที ไม่มีค่ากลางของประเทศไทยให้อ้างอิง เราค้นแล้วไม่พบงานวัดจริงของครัวเรือนไทยที่เผยแพร่เป็นแหล่งปฐมภูมิ ส่วนตัวเลขที่หมุนเวียนตามเว็บผู้ขายขัดแย้งกันเองตั้งแต่ 30% ถึง 90% และไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับสักตัวเดียว ข่าวดีคือคุณไม่จำเป็นต้องใช้ค่ากลางของใคร เพราะตัวเลขนี้ประมาณจากพฤติกรรมการใช้ไฟของบ้านคุณเองได้ ด้วยการคูณและหารไม่กี่ครั้ง
เริ่มจากฝั่งผลิต ระบบ 5 kW ผลิตได้ราว 5,840 หน่วยต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 16 หน่วย แผงเริ่มทำงานราว 06:30 และหยุดราว 18:30 แต่กำลังผลิตกระจุกอยู่กลางวัน ช่วง 09:00–16:00 กินสัดส่วนราวสองในสามถึงสามในสี่ของผลผลิตทั้งวัน (ค่าประมาณเชิงวางแผนจากรูปร่างเส้นโค้งการผลิต ไม่ใช่ค่าที่วัดจากระบบจริง) เอา 70% เป็นตัวแทน ระบบ 5 kW จึงผลิตราว 11 หน่วยในช่วง 09:00–16:00 นั่นคือตัวหารของคุณ
จากนั้นไปฝั่งใช้ ไล่ดูว่าในช่วงเวลาเดียวกันนั้น บ้านคุณกินไฟอะไรอยู่บ้าง ตัวเลขข้างล่างเป็นค่าประมาณสำหรับกะขนาด ไม่ใช่สเปกของเครื่องรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ให้ปรับตามของจริงที่บ้าน
| โหลดในช่วง 09:00–16:00 | กำลังไฟโดยประมาณ | ใช้งาน | หน่วยที่กินในช่วงกลางวัน |
|---|---|---|---|
| ตู้เย็น ปั๊มน้ำ เราเตอร์ และอุปกรณ์สแตนด์บาย (โหลดฐาน) | ราว 150 วัตต์ | ตลอดช่วง 7 ชม. | ประมาณ 1.0 หน่วย |
| แอร์ 12,000 BTU แบบอินเวอร์เตอร์ 1 เครื่อง | ราว 800 วัตต์เฉลี่ยขณะทำงาน | 6 ชม. | ประมาณ 4.8 หน่วย |
| เครื่องซักผ้า 1 รอบ | — | 1 รอบ | ประมาณ 0.5 หน่วย |
| เครื่องอบผ้า 1 รอบ | — | 1 รอบ | ประมาณ 2.5 หน่วย |
| ปั๊มสระว่ายน้ำ | ราว 750 วัตต์ | 4 ชม. | ประมาณ 3.0 หน่วย |
| ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ AC ที่บ้าน | ราว 7 กิโลวัตต์ | 1 ชม. | ประมาณ 7.0 หน่วย |
เอาสองฝั่งมาหารกัน แล้วบ้านของคุณจะตกลงในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใน 3 กลุ่มนี้
- บ้านว่างจันทร์ถึงศุกร์ — ราว 25% วันทำงานเหลือแต่โหลดฐาน 1.0 หน่วย จาก 11 หน่วยที่ผลิตได้ คือ 9% ส่วนเสาร์อาทิตย์ที่อยู่บ้านกันพร้อมหน้าอาจใช้ได้ราว 8 หน่วย เฉลี่ยทั้งสัปดาห์ได้ (5 × 1.0 + 2 × 8) ÷ (7 × 11) ≈ 27%
- มีคนอยู่บ้าน เปิดแอร์หนึ่งเครื่องช่วงบ่าย — ราว 50% โหลดฐาน 1.0 บวกแอร์ 4.8 เท่ากับ 5.8 หน่วย หารด้วย 11 ได้ 53%
- อยู่บ้านทั้งวัน แอร์สองเครื่อง และย้ายงานซักอบมากลางวัน — ราว 80–90% โหลดฐาน 1.0 บวกแอร์สองเครื่อง 9.6 บวกซักและอบ 3.0 รวม 13.6 หน่วย ซึ่งมากกว่าที่ระบบผลิตได้ในช่วงนั้น แต่ในทางปฏิบัติจะไม่ถึง 100% เพราะโหลดกับการผลิตไม่ได้ตรงกันทุกนาที บางชั่วโมงแดดแรงแต่แอร์ตัด บางชั่วโมงเมฆบังแต่ของกำลังเดิน
กรณี 40% และ 70% ที่เราใช้ในตารางคืนทุนถัดไป จึงเป็นสองกรณีที่คร่อมกลุ่มกลางเอาไว้ ไม่ใช่ตัวเลขที่หยิบมาลอย ๆ และข้อสรุปที่สำคัญที่สุดของหัวข้อนี้อยู่ตรงกลุ่มที่ 3 การเลื่อนเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ปั๊มสระ หรือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามาไว้กลางวัน ย้ายบ้านคุณขึ้นหนึ่งกลุ่มได้โดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มแม้แต่ชิ้นเดียว จากตัวอย่างข้างบน การย้ายรอบซักและอบผ้ามาไว้ตอนกลางวันเพิ่มโหลดกลางวัน 3.0 หน่วย หรือราว 27% ของผลผลิตช่วงนั้น ทำให้กรณีที่สองขยับจาก 53% ไปเป็นราว 80% นี่คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในบทความนี้ เพราะต้นทุนเป็นศูนย์ และควรทำก่อนตัดสินใจซื้อระบบ ไม่ใช่หลังจากนั้น
หน่วยที่โซลาร์ประหยัดได้คือหน่วยที่แพงที่สุดในบิล ไม่ใช่ค่าเฉลี่ย
ค่าไฟบ้านอยู่อาศัยของไทยเป็นอัตราก้าวหน้า ยิ่งใช้มากยิ่งแพงต่อหน่วย และโซลาร์ตัดหน่วยออกจาก ยอดบน ของบันไดเสมอ ไม่ใช่จากค่าเฉลี่ย นี่คือเหตุผลที่การคำนวณด้วยค่าเฉลี่ย 4.40 บาทต่อหน่วยให้ผลต่ำกว่าความจริงเล็กน้อย ตารางด้านล่างคืออัตราฐานของ กฟภ. ซึ่งใช้ทั่วประเทศตามหลัก Uniform Tariff รวมพื้นที่ของ กฟน. ด้วย
| ผู้ใช้ไฟบ้านอยู่อาศัย | ช่วงหน่วย | ค่าพลังงานไฟฟ้า (บาท/หน่วย) | ค่าบริการ (บาท/เดือน) |
|---|---|---|---|
| ประเภท 1.1.1 (ไม่เกิน 150 หน่วย/เดือน มิเตอร์ไม่เกิน 5 แอมป์) | 0–15 16–25 26–200 201–400 เกิน 400 | 2.3488 2.9882 3.0000 4.1584 4.3583 | 8.19 |
| ประเภท 1.1.2 (เกิน 150 หน่วย/เดือน) | 0–200 201–400 เกิน 400 | 3.0000 4.1584 4.3583 | 24.62 |
| ประเภท 1.2 อัตรา TOU แรงดันต่ำกว่า 22 kV (อัตราเลือก) | Peak 09:00–22:00 จันทร์–ศุกร์ Off Peak เวลาที่เหลือ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดราชการ | 5.7982 2.6369 | 24.62 |
บ้านที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือนอยู่ในชั้นบนสุด หน่วยถัดไปทุกหน่วยราคา 4.3583 บาท เมื่อบวกค่า Ft ซึ่งเป็นค่าไฟฟ้าผันแปรที่ปรับทุก 4 เดือนเพื่อส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟ โดยงวดกันยายน–ธันวาคม 2569 กกพ. มีมติเมื่อ 22 กรกฎาคม 2569 ให้เก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย และภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% หน่วยบนสุดของบิลจึงมีราคาจริง (4.3583 + 0.1623) × 1.07 = 4.84 บาทต่อหน่วย นี่คือตัวเลขที่ต้องใช้ประเมินมูลค่าของไฟที่โซลาร์ผลิตแล้วคุณใช้เอง ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยทั้งบิลซึ่งอยู่ที่ราว 4.22 บาทที่ 500 หน่วยต่อเดือน และ 4.53 บาทที่ 1,000 หน่วยต่อเดือน
ตัวเลขชุดนี้ตรวจสอบกับบิลจริงได้ และเราตรวจแล้ว ผู้ใช้ไฟบ้านอยู่อาศัยรายหนึ่งในเขต กฟภ. ใช้ไฟ 513 หน่วยต่อเดือน คำนวณตามอัตราใหม่ในตารางข้างบนได้ดังนี้ 200 หน่วยแรก × 3.0000 = 600.00 บาท บวก 200 หน่วยถัดไป × 4.1584 = 831.68 บาท บวก 113 หน่วยที่เหลือ × 4.3583 = 492.49 บาท รวมค่าพลังงาน 1,924.17 บาท บวกค่าบริการ 24.62 บาท บวกค่า Ft (513 × 0.1623) = 83.26 บาท ได้ค่าไฟฟ้า 2,032.05 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% อีก 142.24 บาท รวมทั้งสิ้น 2,174.29 บาท เฉลี่ยแล้วบ้านหลังนี้จ่าย 4.24 บาทต่อหน่วย วิธีคำนวณนี้ตรวจกับใบแจ้งหนี้จริงของบ้านหลังนี้รอบเดือนกรกฎาคม 2569 แล้วตรงทุกสตางค์ที่ 2,300.76 บาท ซึ่งเป็นยอดบนโครงสร้างอัตราเดิม โครงสร้างใหม่ที่เริ่มใช้เดือนกันยายน 2569 ทำให้บ้านหลังเดียวกันจ่ายลดลง 126.47 บาทต่อเดือน โดยที่ใช้ไฟเท่าเดิม
และนี่คือจุดที่ค่าเฉลี่ยหลอกคนได้มากที่สุด ถ้าเอาบ้านหลังเดียวกันนี้มาติดโซลาร์ มูลค่าของหน่วยที่ประหยัดได้ไม่ใช่ 4.24 บาท แต่ขึ้นกับว่าโซลาร์ตัดลึกแค่ไหน เพราะมันตัดจากยอดบนลงมา
| โซลาร์แทนที่ได้ | บิลเหลือ | ประหยัดได้จริง | มูลค่าต่อหน่วยที่แทนที่ |
|---|---|---|---|
| 100 หน่วย/เดือน | 413 หน่วย | 483.70 บาท | 4.837 บาท |
| 200 หน่วย/เดือน | 313 หน่วย | 948.80 บาท | 4.744 บาท |
| 300 หน่วย/เดือน | 213 หน่วย | 1,411.11 บาท | 4.704 บาท |
| 513 หน่วย/เดือน (ทั้งบิล) | 0 หน่วย | 2,147.95 บาท | 4.187 บาท |
อ่านตารางนี้ให้ถูกคือ ค่าเฉลี่ยในบิลเป็นพื้น ไม่ใช่ค่ากลาง ตัวเลข 4.24 บาทจะกลายเป็นมูลค่าจริงของหน่วยที่ประหยัดได้ก็ต่อเมื่อโซลาร์แทนที่ไฟ ทุกหน่วย ที่บ้านใช้ ซึ่งระบบ on-grid ที่ไม่มีแบตเตอรี่ทำไม่ได้ เพราะกลางคืนยังต้องซื้อไฟอยู่ดี ระบบขนาดที่คนติดกันจริงจะอยู่แถวสองแถวบนของตาราง คือ 4.70–4.84 บาทต่อหน่วย การใช้ค่าเฉลี่ยจึงประเมินผลประหยัดต่ำไปราว 11–14% ในบ้านหลังนี้
แต่กลไกเดียวกันนี้ทำงานย้อนกลับด้วย และเป็นข้อที่ผู้ขายไม่ค่อยพูด ยิ่งระบบใหญ่ หน่วยที่ประหยัดได้หน่วยหลัง ๆ ยิ่งมีมูลค่าต่ำลง เพราะเมื่อคุณตัดหน่วยจากยอดบนลงมาเรื่อย ๆ คุณจะไล่ลงบันไดจาก 4.3583 มาที่ 4.1584 แล้วถึง 3.0000 บาท ผลตอบแทนต่อ kWp ที่เพิ่มจึงไม่คงที่แต่ลดลง และในกรณีสุดขั้ว ถ้าโซลาร์ทำให้การใช้ไฟของคุณต่ำกว่า 150 หน่วยต่อเดือนติดต่อกันสามเดือน และมิเตอร์ของคุณไม่เกิน 5 แอมป์ การไฟฟ้าจะย้ายคุณไปอยู่ประเภท 1.1.1 ในเดือนถัดไป ซึ่งเป็นบันไดที่ถูกกว่ามาก หน่วยที่คุณประหยัดได้หลังจากนั้นจึงมีมูลค่าเหลือเพียง 2.35–3.00 บาท การขยายระบบให้ใหญ่เกินความจำเป็นจึงถูกลงโทษสองชั้น คือได้ราคาต่ำจากบันไดที่ต่ำลง และได้ราคา 2.20 บาทหรือศูนย์สำหรับส่วนที่เหลือ
ยังมีอีกทางเลือกที่เกี่ยวข้องโดยตรง คืออัตรา TOU ประเภท 1.2 ซึ่งคิดค่าไฟตามช่วงเวลา ช่วง Peak คือ 09:00–22:00 วันจันทร์ถึงศุกร์ ซึ่งทับกับเวลาที่แผงผลิตไฟพอดี หน่วยที่โซลาร์แทนในช่วง Peak จึงมีมูลค่า (5.7982 + 0.1623) × 1.07 = 6.38 บาทต่อหน่วย สูงกว่าอัตราปกติราว 30% ขณะที่ไฟกลางคืนที่คุณยังต้องซื้อจะถูกลงเหลือราว 3.00 บาทต่อหน่วย ฟังดูได้เปรียบทั้งสองทาง แต่ต้องระวังสองข้อ คือวันเสาร์อาทิตย์ทั้งวันเป็น Off Peak ไฟที่โซลาร์ผลิตในวันหยุดจึงมีมูลค่าต่ำลง และการเปลี่ยนไปใช้อัตรานี้เปลี่ยนราคาของ ทุกหน่วย ในบิล ไม่ใช่เฉพาะหน่วยที่โซลาร์แทน อีกทั้งต้องเปลี่ยนมิเตอร์และใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 เดือนก่อนขอเปลี่ยนกลับ ตามหมายเหตุข้อ 5 ของประกาศอัตราค่าไฟฟ้า การตัดสินใจข้อนี้ต้องคำนวณจากโปรไฟล์การใช้ไฟรายชั่วโมงของบ้านคุณเอง ไม่ใช่จากกฎทั่วไป
ราคาติดตั้งอยู่ที่ 19,400–39,500 บาทต่อ kWp และระบบยิ่งเล็กยิ่งแพงต่อหน่วย
ราคาที่อ้างอิงได้จริงและมีวันที่กำกับ คือ ตารางราคาแพ็กเกจของ PEA SOLAR ซึ่งเป็นธุรกิจติดตั้งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเอง ประกาศมีผลตั้งแต่ 24 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป นี่ไม่ใช่ราคากลางของตลาด แต่เป็นราคาที่หน่วยงานรัฐเผยแพร่พร้อมเงื่อนไข จึงใช้เป็นหมุดเทียบได้ดีกว่าราคาที่ไม่ระบุที่มา
| ขนาด | ระบบไฟ | String Inverter (บาท) | Micro / Optimizer (บาท) | บาท/kWp (String) |
|---|---|---|---|---|
| 3 kW | 1 เฟส | — | 118,500 | 39,500 (Micro) |
| 5 kW | 1 เฟส | 139,000 | 160,500 | 27,800 |
| 5 kW | 3 เฟส | 163,900 | 155,000 | 32,780 |
| 10 kW | 3 เฟส | 214,400 | 239,200 | 21,440 |
| 15 kW | 3 เฟส | 316,500 | 319,400 | 21,100 |
| 20 kW | 3 เฟส | 388,200 | 408,400 | 19,410 |
สิ่งที่อ่านได้จากตารางนี้มากกว่าตัวเลขราคา คือความชันของมัน เทียบชนิดอินเวอร์เตอร์เดียวกัน ราคาต่อ kWp ของระบบ string ตกจาก 27,800 บาทที่ 5 kW เหลือ 19,410 บาทที่ 20 kW หรือราว 30% ส่วนฝั่ง micro ตกจาก 39,500 บาทที่ 3 kW เหลือ 20,420 บาทที่ 20 kW หรือเกือบครึ่ง สาเหตุหลักคือค่าสำรวจ ออกแบบ ดำเนินการขออนุญาต และค่าแรงติดตั้ง เป็นต้นทุนคงที่ที่ถูกเฉลี่ยด้วยจำนวน kWp ที่มากขึ้น ส่วนช่วงราคา 19,410–39,500 บาทต่อ kWp ที่เห็นในตารางรวมผลของการเปลี่ยนชนิดอินเวอร์เตอร์ไว้ด้วย เพราะที่ขนาด 3 kW ตารางมีเฉพาะรุ่น micro ซึ่งแพงกว่า string ต่อ kWp ในเกือบทุกแถวของตาราง ยกเว้นแถว 5 kW สามเฟสแถวเดียว ผลที่ตามมาคือระบบ 3 kW แทบไม่คุ้มในเชิงเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี แต่เพราะโครงสร้างต้นทุน ถ้าบิลของคุณเล็กเกินกว่าจะรองรับระบบ 5 kW ขึ้นไป คำตอบที่ซื่อสัตย์คือยังไม่ต้องติด
แพ็กเกจนี้รวมการสำรวจและออกแบบ การติดตั้งโดยทีมของ กฟภ. การดำเนินการขออนุญาตเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า บริการล้างแผงปีละครั้งในสองปีแรก ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยวงเงิน 200,000 บาท การรับประกันแผง 12 ปีเชิงโครงสร้างและ 25 ปีเชิงสมรรถนะที่ 80% และรับประกันอินเวอร์เตอร์ 10 ปี ไม่รวมแบตเตอรี่ ซึ่งสอดคล้องกับระบบ on-grid ที่ออกแบบมาให้ใช้ไฟเองเป็นหลัก ฝั่ง กฟน. มีบริการเทียบเคียงในชื่อ KEN by MEA ซึ่งไม่เผยแพร่ตารางราคาคงที่ แต่ระบุการรับประกันชุดเดียวกัน และค่าบริการบำรุงรักษาเริ่มต้นที่ 50,000 บาท
ผลผลิตที่ควรใช้คำนวณคือ 1,170–1,550 หน่วยต่อ kWp ต่อปี และช่วงนี้กว้างด้วยเหตุผล
ตัวเลขผลผลิตต่อปีเป็นตัวคูณตรงของทุกอย่างในบทความนี้ ผิด 20% แปลว่าระยะคืนทุนผิด 20% และค่าที่มีอยู่ในแหล่งอ้างอิงไม่ตรงกันอย่างมีนัยสำคัญ หน่วยที่ใช้คือ kWp หรือกิโลวัตต์พีค ซึ่งเป็นกำลังไฟฟ้ากระแสตรงของแผงตามป้าย ไม่ใช่พิกัดกระแสสลับของอินเวอร์เตอร์ ตัวเลขสองตัวนี้ไม่เท่ากันเสมอไปและมักถูกสลับกันในใบเสนอราคา
- 1,168–1,170 หน่วย/kWp/ปี — ค่าที่ PEA SOLAR ใช้ในตารางแพ็กเกจของตัวเอง (เช่น 5 kW ระบุ 5,840 หน่วยต่อปี) เป็นสมมติฐานเชิงวางแผนของผู้ติดตั้ง ซึ่งค่อนไปทางอนุรักษ์นิยม
- 1,430–1,550 หน่วย/kWp/ปี — ค่าจากแบบจำลอง Global Solar Atlas ของ World Bank Group และ Solargis ที่มุมเอียงเหมาะสมที่สุด ช่วงนี้ครอบคลุมตั้งแต่หาดใหญ่ (1,430) กรุงเทพฯ (1,448) ไปจนถึงขอนแก่น (1,553)
- 1,300–1,545 หน่วย/kWp/ปี — ผลจำลองของงานวิจัยระบบ 1 MW บนหลังคา มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามุมเอียงและทิศทางเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ถึง 15% หันทิศใต้ได้ 1,451 หันทิศเหนือเหลือ 1,353 หน่วยต่อ kWp ต่อปี
ข้อสำคัญที่ต้องพูดให้ชัด ทั้งสามชุดเป็นค่าจากแบบจำลอง ไม่ใช่ผลวัดจากระบบที่ติดตั้งจริง เราไม่พบงานวัดผลผลิตจริงของหลังคาบ้านในไทยที่เผยแพร่เป็นแหล่งปฐมภูมิ ค่าจากแบบจำลองคำนวณที่มุมเอียงเหมาะสมและไม่มีเงาบัง หลังคาจริงมีทิศทางที่ถูกกำหนดโดยตัวบ้าน มีฝุ่น มีเงาจากต้นไม้และถังน้ำ และมีวันฝนตกติดกันหลายวัน ในการคำนวณด้านล่างเราจึงเลือกใช้ค่าต่ำสุดคือ 1,168 หน่วยต่อ kWp ต่อปีจากตารางของ กฟภ. เอง เพื่อให้ตัวเลขคืนทุนที่ได้เป็นด้านที่ระมัดระวัง ถ้าหลังคาของคุณหันทิศใต้และไม่มีเงา ผลจริงจะดีกว่านี้
คำนวณคืนทุนของบ้านคุณเองด้วยตัวเลข 5 ตัว
ทุกอย่างข้างบนย่อลงเหลือการคูณห้าครั้ง ตัวเลขที่ต้องมีคือ ราคาระบบ ผลผลิตต่อปี สัดส่วนที่ใช้เอง ราคาหน่วยที่ประหยัดได้ และอัตรารับซื้อไฟส่วนเกิน กรณีฐานด้านล่างใช้ระบบ 5 kW หนึ่งเฟส ราคา 139,000 บาท ผลิตได้ 5,840 หน่วยต่อปี หน่วยที่ใช้เองมีค่า 4.84 บาท และไฟส่วนเกินได้ 2.20 บาทเมื่อมีสัญญาขายไฟ
| สัดส่วนที่ใช้เอง | มีสัญญาขายไฟ 2.20 บาท/หน่วย | ไม่มีสัญญาขายไฟ (ระบบถูกหรี่กำลัง ส่วนเกินไม่ถูกผลิต) |
|---|---|---|
| 70% | ประหยัด 19,800 + ขายได้ 3,900 = 23,700 บาท/ปี → คืนทุน 5.9 ปี | ประหยัด 19,800 บาท/ปี → คืนทุน 7.0 ปี |
| 40% | ประหยัด 11,300 + ขายได้ 7,700 = 19,000 บาท/ปี → คืนทุน 7.3 ปี | ประหยัด 11,300 บาท/ปี → คืนทุน 12.3 ปี |

กราฟข้างบนคือเหตุผลที่ตัวเลขคืนทุนแบบง่ายต้องอ่านด้วยความระวัง เมื่อใส่ค่าเสื่อมของแผงและค่าเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์หนึ่งครั้งเข้าไป กรณีใช้เอง 70% ขยับจาก 5.9 เป็นราว 6.0 ปี แทบไม่ต่าง แต่กรณีใช้เอง 40% ที่ไม่มีสัญญาขายไฟ ขยับจาก 12.3 เป็นราว 17.0 ปี ความต่างไม่ได้มาจากค่าเสื่อม แต่มาจากลำดับเวลา บ้านที่คืนทุนช้ากว่าอายุอินเวอร์เตอร์ตัวแรก ต้องจ่ายค่าเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์ ก่อน จะถึงจุดคุ้มทุน เงินก้อนนั้นจึงถูกทบเข้าไปในทุนที่ยังไม่ได้คืน นี่คือความเสี่ยงที่ตัวเลข “คืนทุน 12 ปี” ไม่ได้บอก และเป็นเหตุผลที่เราถือว่าสัดส่วนการใช้ไฟเองต่ำกว่า 30% โดยไม่มีสัญญาขายไฟ คือกรณีที่ยังไม่ควรติด
ข้อสังเกตที่สำคัญกว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งในตาราง คือ สัญญาขายไฟทำหน้าที่เป็นตาข่ายรองรับบ้านที่ใช้ไฟกลางวันน้อย ที่สัดส่วนใช้เอง 70% การมีหรือไม่มีสัญญาต่างกันเพียง 1.1 ปี แต่ที่ 40% ต่างกันถึง 4.8 ปี ถ้าคุณรู้ตัวว่าบ้านว่างตอนกลางวัน การเข้าโครงการรับซื้อไฟจึงไม่ใช่ของแถม แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้โครงการยังคุ้ม และเงื่อนไขของโครงการ โซลาร์ภาคประชาชน 2569 จำกัดที่ไม่เกิน 5 kW ต่อมิเตอร์ ภายใต้โควตารวม 500 MW เฉพาะผู้ใช้ไฟประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย นั่นแปลว่าถ้าคุณติดระบบ 10 kW เพื่อใช้สิทธิลดหย่อนภาษีให้เต็ม กำลังผลิตส่วนที่เกินกรอบการรับซื้อ 5 kW จะไม่มีปลายทางที่จ่ายเงินให้ และจะถูกจำกัดการจ่ายออกด้วยฟังก์ชัน Export Limit เช่นเดียวกัน ให้คิดมูลค่าของส่วนนั้นไว้ที่ศูนย์ และตรวจสอบเงื่อนไขรอบปัจจุบันกับสำนักงาน กกพ. และการไฟฟ้าก่อนตัดสินใจขนาดระบบ
เครื่องคำนวณของเว็บนี้ทำสามขั้นแรกให้ ใส่ค่าไฟต่อเดือนและสัดส่วนการใช้ไฟกลางวัน แล้วดูขนาดระบบและระยะคืนทุนเบื้องต้น ใช้เป็นจุดเริ่มต้น แล้วปรับด้วยตัวเลขในบทความนี้ เพราะเครื่องคำนวณคิดที่ค่าไฟเฉลี่ย 4.40 บาทต่อหน่วยและไม่ได้แยกไฟที่ขายคืนออกจากไฟที่ใช้เอง
ข้อมูลการใช้ไฟของคุณ
* อ้างอิงแพ็กเกจ on-grid มาตรฐาน ปรับปรุงล่าสุด 2569
กระแสเงินสดสะสม 25 ปี
ประหยัดสะสมจุดคืนทุนหมายเหตุเชิงวิศวกรรม & สมมติฐาน
- ค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 4.40 บาท/หน่วย (อัตราก้าวหน้าเฉลี่ย)
- ชั่วโมงแดดใช้งาน 4.5 ชม./วัน (peak sun hours ประเทศไทย)
- ประสิทธิภาพระบบรวม 85% (สูญเสียจากอินเวอร์เตอร์ สายไฟ อุณหภูมิ ฝุ่น)
- ระบบ on-grid ไม่มีแบตเตอรี่ — ประหยัดเฉพาะพลังงานที่ใช้เองช่วงกลางวัน
- สูตรขนาดระบบ: kWp = (หน่วยกลางวัน/วัน) ÷ (4.5 × 0.85)
ผลลัพธ์เป็นการประมาณการเบื้องต้น ความคุ้มค่าจริงขึ้นกับพฤติกรรมการใช้ไฟ ทิศและมุมติดตั้ง และสภาพอากาศ
ตัวเลขประหยัดในโบรชัวร์สมมติว่าคุณใช้ไฟทุกหน่วยที่ผลิตได้
ตารางแพ็กเกจของ PEA SOLAR ระบุสองแถวที่ตรวจสอบกันเองได้ แถวหนึ่งคือไฟฟ้าที่ผลิตได้ต่อปี อีกแถวคือค่าไฟที่ลดได้เฉลี่ยต่อเดือน สำหรับระบบ 5 kW คือ 5,840 หน่วยต่อปี และลดค่าไฟ 2,500 บาทต่อเดือน หารกันแล้วได้ 30,000 ÷ 5,840 = 5.14 บาทต่อหน่วย ซึ่งสูงกว่าหน่วยที่แพงที่สุดของอัตราปกติที่บ้านอยู่อาศัยจ่ายจริง คือ 4.84 บาท (บ้านที่อยู่บนอัตรา TOU จ่ายได้ถึง 6.38 บาทในช่วง Peak แต่ตารางแพ็กเกจไม่ได้ระบุว่าคิดบนอัตรานั้น) และรูปแบบเดียวกันนี้ปรากฏทุกขนาดในตาราง เพราะค่าที่ใช้คือกฎง่าย ๆ ที่ 500 บาทต่อ kWp ต่อเดือน
ข้อสรุปไม่ใช่ว่าตัวเลขนั้นเป็นเท็จ แต่คือ มันเป็นค่าสูงสุดทางทฤษฎีที่ต้องใช้ไฟเองครบทุกหน่วยจึงจะเข้าใกล้ได้ และบ้านที่ทำได้จริงคือบ้านที่มีคนอยู่และเปิดแอร์ตลอดช่วงกลางวันทุกวัน เมื่อคุณเห็นตัวเลข “ลดค่าไฟเดือนละ x บาท” จากผู้ขายรายใด ให้หารด้วยหน่วยที่ระบบผลิตได้ต่อเดือนเสมอ ถ้าผลหารออกมาสูงกว่าราคาหน่วยสุดท้ายของอัตราที่คุณใช้อยู่ คือ 4.84 บาทสำหรับอัตราปกติ หรือ 6.38 บาทสำหรับช่วง Peak ของอัตรา TOU แปลว่าข้อเสนอนั้นคิดจากสมมติฐานการใช้ไฟเอง 100% ให้คุณไปแล้ว คำถามเดียวที่ต้องถามกลับคือ ตัวเลขนี้คิดที่สัดส่วนการใช้ไฟเองเท่าไร
ต้นทุน 25 ปีมีอีกสองก้อนที่ไม่อยู่ในราคาติดตั้ง
ก้อนแรกคือการเสื่อมสภาพของแผง ซึ่งเล็กกว่าที่คนกลัวกันมาก แผง N-type ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเซลล์ที่แทนที่ P-type แบบเดิมในตลาดปัจจุบันและเสื่อมช้ากว่า รับประกันสมรรถนะที่ลดลง 1% ในปีแรกแล้ว 0.40% ต่อปีหลังจากนั้น เท่ากับเหลือ 87.4% ที่ปีที่ 30 คิดเป็นผลผลิตสะสมตลอด 25 ปีที่ราว 94% ของกรณีไม่มีการเสื่อมเลย หรือหายไปประมาณ 5.6% รายละเอียดกลไก LID, LeTID, PID และไมโครแคร็ก อยู่ใน บทความว่าด้วยการเสื่อมสภาพของแผง สำหรับการคำนวณการลงทุน จำแค่ว่าการเสื่อมสภาพไม่ใช่ตัวตัดสิน
ก้อนที่สองคืออินเวอร์เตอร์ ทั้ง PEA SOLAR และ KEN by MEA รับประกันอินเวอร์เตอร์ 10 ปี เทียบกับแผงที่รับประกันสมรรถนะ 25 ปี ตัวเลขสองตัวนี้บอกตรง ๆ ว่าคุณควรตั้งงบเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์อย่างน้อยหนึ่งครั้งในอายุระบบ ราคาเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์ 5 kW หนึ่งเฟสแบบรวมค่าเครื่องและค่าแรงอยู่ที่ราว 45,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เราเสนอลูกค้าจริงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไม่ใช่ค่าสมมติอีกต่อไป เงินก้อนนี้ประกอบด้วยอะไร และทำไมมันมาถึงพอดีกับปีที่การรับประกันเพิ่งหมด อยู่ใน ต้นทุนตลอดอายุ 25 ปี สิ่งที่ต้องอ่านให้ถูกคือลำดับเวลา ไม่ใช่ขนาดของก้อนเงิน ในกรณีฐานที่ใช้ไฟเอง 70% เงินก้อนนี้ ไม่ได้ยืดจุดคืนทุนเลยแม้แต่เดือนเดียว เพราะมันมาถึงหลังจุดคุ้มทุนไปแล้วหกปี และกินผลตอบแทนสุทธิ 25 ปีไปเท่ากับกำไรราวสองปี แต่ในกรณีใช้ไฟเอง 40% ที่ยังไม่คุ้มทุนในปีที่ 12 เงินก้อนเดียวกัน ยืดจุดคืนทุนออกไปราว 4.3 ปี ความเสี่ยงจึงไม่ได้อยู่ที่ราคาอะไหล่ แต่อยู่ที่ว่าคุณคืนทุนก่อนหรือหลังอินเวอร์เตอร์ตัวแรกหมดอายุ ถ้าคุณกำลังเปรียบเทียบใบเสนอราคา ให้ถามอายุการรับประกันอินเวอร์เตอร์และเงื่อนไขการเปลี่ยนเป็นข้อแรก ๆ ไม่ใช่ถามยี่ห้อแผง
ในกรณีฐาน ใช้เอง 70% พร้อมสัญญาขายไฟ ผลตอบแทนสุทธิสะสม 25 ปีอยู่ที่ราว 374,000 บาท หลังหักราคาระบบและการเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์หนึ่งครั้ง โดยยังไม่คิดว่าค่าไฟจะขึ้นเลยตลอด 25 ปี ซึ่งเป็นสมมติฐานที่ระมัดระวังผิดด้าน ถ้าค่าไฟขึ้น ผลตอบแทนจะสูงกว่านี้
คืนทุนกี่ปี ไม่ใช่คำถามเดียวกับ คุ้มค่าหรือไม่
ระยะเวลาคืนทุนแบบง่ายคือราคาระบบหารด้วยเงินที่ประหยัดได้ต่อปี อ่านง่ายและใช้เปรียบเทียบข้อเสนอได้ แต่มันไม่รู้จักค่าของเวลา เงิน 23,700 บาทในปีที่ 20 ไม่เท่ากับ 23,700 บาทวันนี้ เครื่องมือที่ตอบคำถามนั้นมีสามตัว และตอบคนละคำถาม
- NPV คือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ นำกระแสเงินสดทุกปีมาคิดลดกลับมาเป็นเงินวันนี้ แล้วหักราคาระบบ ตอบว่า “คุ้มกว่าเอาเงินไปทำอย่างอื่นเท่าไร”
- IRR คืออัตราคิดลดที่ทำให้ NPV เป็นศูนย์ ตอบว่า “การลงทุนนี้ให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี” ใช้เทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้หรือผลตอบแทนการลงทุนอื่นได้ตรง ๆ
- LCOE คือต้นทุนตลอดอายุหารด้วยพลังงานตลอดอายุ ทั้งคู่คิดลดแล้ว ตอบว่า “ไฟที่คุณผลิตเองมีต้นทุนกี่บาทต่อหน่วย” ซึ่งเทียบกับค่าไฟที่คุณจ่ายอยู่ได้โดยตรง
อัตราคิดลดที่ควรใช้ขึ้นกับว่าคุณจ่ายด้วยเงินอะไร ถ้าจ่ายเงินสด ต้นทุนค่าเสียโอกาสของคุณใกล้เคียงดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งตามสถิติของ ธนาคารแห่งประเทศไทย อยู่ในระดับต่ำ อัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 1.00% ต่อปีตามมติ กนง. เมื่อ 24 มิถุนายน 2569 ถ้ากู้มาติดตั้ง อัตราคิดลดของคุณคือดอกเบี้ยเงินกู้จริง ราว 6–7% ส่วนงานระดับโครงการใช้ 7% เป็นค่ากลางตามแนวปฏิบัติของ IEA ผลลัพธ์ของกรณีฐานจึงมีสองคำตอบที่ถูกทั้งคู่
| กรณีฐาน 5 kW ใช้เอง 70% มีสัญญาขายไฟ | จ่ายเงินสด (คิดลด 1.5%) | กู้ธนาคาร (คิดลด 6.5%) |
|---|---|---|
| NPV 25 ปี | ประมาณ +295,000 บาท | ประมาณ +120,000 บาท |
| LCOE ไฟที่ผลิตเอง | 1.47 บาท/หน่วย | 2.28 บาท/หน่วย |
บรรทัด LCOE คือบรรทัดที่ควรจำ ถ้าจ่ายเงินสด ไฟที่คุณผลิตเองมีต้นทุน 1.47 บาทต่อหน่วย เทียบกับ 4.84 บาทที่คุณจ่ายให้การไฟฟ้าสำหรับหน่วยเดียวกัน นั่นคือเหตุผลที่การใช้ไฟเองคุ้ม แต่ถ้ากู้มาติดตั้งที่ 6.5% ต้นทุนขึ้นเป็น 2.28 บาทต่อหน่วย ซึ่ง สูงกว่า อัตรารับซื้อ 2.20 บาท พูดอีกอย่างคือ ถ้าคุณกู้เงินมาติดโซลาร์ ต้นทุนเฉลี่ยของไฟที่คุณผลิตเองสูงกว่าราคาที่ขายคืนได้ หน่วยที่ขายจึงไม่ได้สร้างมูลค่าให้โครงการ มันแค่ทำให้ขาดทุนน้อยลงเท่านั้น มูลค่าทั้งหมดอยู่ที่หน่วยที่คุณใช้เอง (LCOE เป็นต้นทุนเฉลี่ยตลอดอายุ ไม่ใช่ต้นทุนของหน่วยสุดท้าย จึงใช้เปรียบเทียบภาพรวม ไม่ใช่ตัดสินรายหน่วย)
สิทธิลดหย่อนภาษี 200,000 บาท เปลี่ยนคำตอบ แต่ต้องนับถอยหลัง 90 วัน
พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 805 ให้หักลดหย่อนค่าติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปได้ตามจ่ายจริงไม่เกิน 200,000 บาท สำหรับระบบ on-grid ไม่เกิน 10 kWp ของผู้ใช้ไฟประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และใช้สิทธิได้ถึง 31 ธันวาคม 2571 เงื่อนไขครบถ้วนอยู่ใน บทความว่าด้วย พ.ร.ฎ. 805 ผลต่อการคำนวณตรงไปตรงมา ถ้าคุณเสียภาษีในฐาน 20% การหักลดหย่อน 139,000 บาทเต็มจำนวนคืนเงินภาษีให้ราว 27,800 บาท ซึ่งลดต้นทุนสุทธิของกรณีฐานเหลือ 111,200 บาท และย่นระยะคืนทุนจาก 5.9 ปีเหลือราว 4.7 ปี ฐานภาษีของคุณจึงเป็นตัวแปรของโครงการนี้ด้วย
สิ่งที่พลาดกันบ่อยคือจังหวะเวลา สิทธินี้ใช้ในปีภาษีที่ได้รับใบอนุญาตขนานเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือใบขนานไฟฟ้า ไม่ใช่ปีที่จ่ายเงิน และจากงานติดตั้งของทีมเรา ระยะเวลาจริงนับจากวันแจ้งการไฟฟ้าว่าติดตั้งแล้วเสร็จ จนถึงวันขนานไฟฟ้าครั้งแรก อยู่ที่ประมาณ 90 วันปฏิทิน แบ่งเป็นพิจารณาอนุมัติ ตรวจสอบระบบ แล้วเปลี่ยนมิเตอร์และทำสัญญา ช่วงละราว 30 วัน รายละเอียดอยู่ใน ขั้นตอนขออนุญาตเชื่อมต่อกริด นับถอยหลังจาก 31 ธันวาคม แปลว่าต้องแจ้งการไฟฟ้าว่าติดตั้งเสร็จภายในต้นเดือนตุลาคม และในทางปฏิบัติควรเป็นภายในกันยายน เพื่อเผื่อรอบแก้ไขเอกสารหนึ่งรอบ
อีกเรื่องที่ต้องเฝ้าดูคือโครงสร้างค่าไฟเอง เมื่อ 27 กรกฎาคม 2569 สำนักงาน กกพ. เปิด รับฟังความคิดเห็นข้อเสนอปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยแบบก้าวหน้า ซึ่งเสนอให้ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย นี่เป็นเพียงข้อเสนอที่อยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ยังไม่มีผลบังคับใช้ ไม่มีวันเริ่ม และไม่ใช่อัตรารับซื้อไฟจากโซลาร์ ถ้าข้อเสนอนี้ผ่าน มันจะกดมูลค่าของหน่วยที่ประหยัดได้ในบ้านที่ใช้ไฟน้อยลง แต่แทบไม่กระทบบ้านที่ใช้เกิน 400 หน่วยต่อเดือน เพราะโซลาร์ตัดหน่วยจากยอดบนของบันได ไม่ใช่จาก 200 หน่วยแรก
สี่กรณีที่เรายังไม่แนะนำให้ติด
คำแนะนำที่ผู้ขายไม่มีแรงจูงใจจะเขียน แต่เป็นคำตอบที่ถูกสำหรับบ้านจำนวนไม่น้อย
- บ้านว่างตอนกลางวันและไม่เข้าเงื่อนไขโครงการรับซื้อไฟ ถ้าสัดส่วนการใช้ไฟเองต่ำกว่าราว 30% และคุณไม่ได้อยู่ในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ระยะคืนทุนแบบง่ายจะยาวกว่า 12 ปี และเมื่อรวมค่าเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์ที่ต้องจ่ายก่อนถึงจุดคุ้มทุน จะกลายเป็นราว 17.0 ปี แก้ก่อนโดยเลื่อนโหลดมากลางวัน แล้วค่อยกลับมาคำนวณใหม่ อีกทางคือแบตเตอรี่ ซึ่งเปลี่ยนกำลังผลิตที่กำลังจะถูกหรี่ทิ้งให้กลายเป็นไฟใช้ตอนค่ำที่มีค่า 4.84 บาท แต่มีต้นทุนของตัวเองที่ต้องคุ้มก่อน เราแยกคำนวณไว้ใน บทความว่าด้วยแบตเตอรี่สำหรับบ้าน
- บิลค่าไฟต่ำกว่าราว 1,500 บาทต่อเดือน การใช้ไฟระดับนี้อยู่ช่วงกลางของบันได หน่วยที่ประหยัดได้ราคาไม่สูง ขณะที่ราคาต่อ kWp ของระบบเล็กแพงที่สุด สองอย่างนี้ชนกันจนไม่เหลือส่วนต่าง
- หลังคาที่ต้องซ่อมหรือเปลี่ยนภายใน 5 ปี หรือมีเงาบังช่วง 09:00–15:00 การรื้อและติดตั้งใหม่เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มีใครใส่ไว้ในแผน ส่วนเงาบังลดผลผลิตในช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดของวัน ซ่อมหลังคาหรือตัดต้นไม้ก่อน แล้วค่อยติด
- มีแผนย้ายบ้านภายใน 5 ปี มูลค่าเกือบทั้งหมดของโครงการเกิดหลังจุดคืนทุน และประเทศไทยยังไม่มีตลาดอ้างอิงว่าระบบโซลาร์เพิ่มราคาบ้านเท่าไร คุณจึงลงทุนก้อนหนึ่งโดยหวังพึ่งการตีมูลค่าของผู้ซื้อรายถัดไป
ในทางกลับกัน สัญญาณที่บอกว่าควรติดคือชุดตรงข้าม บิลเกิน 400 หน่วยต่อเดือนอย่างสม่ำเสมอ มีคนอยู่บ้านหรือมีโหลดกลางวัน หลังคาไม่มีเงาและยังมีอายุเหลือมากกว่า 15 ปี และคุณมีฐานภาษีที่ใช้สิทธิลดหย่อนได้ ถ้าครบสี่ข้อนี้ ระยะคืนทุนของคุณจะอยู่ในช่วง 4–6 ปี และคำถามที่เหลือคือเลือกอุปกรณ์อย่างไร ซึ่งเราแยกไว้ใน คู่มือเลือกแผง และ คู่มือเลือกอินเวอร์เตอร์
สรุปเชิงวิศวกรรม
- ภายใต้ Net Billing หน่วยที่ใช้เองมีค่า 4.84 บาท หน่วยที่ขายคืนตามสัญญามีค่า 2.20 บาท อัตราส่วน 2.2 เท่านี้คือแกนกลางของการตัดสินใจทั้งหมด
- ถ้าไม่มีสัญญาขายไฟ ไฟส่วนเกินไม่ได้ไหลออกไปฟรี แต่ ไม่ถูกผลิตขึ้นมาเลย เพราะระบบต้องมีฟังก์ชันจำกัดการจ่ายไฟออก (Export Limit) ที่สั่งอินเวอร์เตอร์หรี่กำลังตามโหลดจริงของบ้าน ตัวเลขผลผลิตต่อปีในโบรชัวร์จึงเป็นศักยภาพ ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะได้
- โซลาร์ตัดหน่วยจากยอดบนของบันไดอัตราก้าวหน้า ให้ใช้ราคาหน่วยสุดท้าย 4.84 บาท ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของบิล และอย่าลืมว่าผลตอบแทนต่อ kWp ที่เพิ่มจะลดลงเมื่อระบบใหญ่ขึ้น
- ค่าเฉลี่ยในบิลเป็นพื้น ไม่ใช่ค่ากลาง ในบิลจริง 513 หน่วยที่เราคำนวณย้อนกลับได้ตรงทุกสตางค์ หน่วยที่โซลาร์แทนที่ได้มีมูลค่า 4.70–4.84 บาท และจะลดลงมาเท่าค่าเฉลี่ย 4.19 บาทก็ต่อเมื่อแทนที่ไฟทั้งบิลเท่านั้น
- ราคาอ้างอิงที่มีวันที่กำกับคือ 19,410–39,500 บาทต่อ kWp จากตาราง PEA SOLAR มีผล 24 มีนาคม 2569 ระบบยิ่งเล็กยิ่งแพงต่อหน่วย
- ผลผลิตที่ควรใช้คำนวณอยู่ระหว่าง 1,168 หน่วยต่อ kWp ต่อปี (สมมติฐานของ กฟภ. เอง) ถึง 1,550 หน่วย (แบบจำลองที่มุมเอียงเหมาะสม) ทั้งหมดเป็นค่าจำลอง ไม่ใช่ค่าวัดจริง
- กรณีฐาน 5 kW ราคา 139,000 บาท คืนทุนแบบง่าย 5.9 ปีที่ใช้เอง 70% พร้อมสัญญาขายไฟ และ 12.3 ปีที่ใช้เอง 40% โดยไม่มีสัญญา สิทธิลดหย่อนภาษีที่ฐาน 20% ย่นกรณีฐานเหลือราว 4.7 ปี
- เมื่อรวมค่าเสื่อมและค่าเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์หนึ่งครั้ง กรณีแรกขยับเป็น 6.0 ปี แต่กรณีหลังขยับเป็น 17.0 ปี เพราะต้องจ่ายค่าอินเวอร์เตอร์ก่อนถึงจุดคุ้มทุน
- LCOE ของไฟที่ผลิตเองคือ 1.47 บาทต่อหน่วยเมื่อจ่ายสด และ 2.28 บาทเมื่อกู้ที่ 6.5% ตัวเลขหลังสูงกว่าอัตรารับซื้อ 2.20 บาท จึงยืนยันว่ามูลค่าอยู่ที่การใช้เอง ไม่ใช่การขาย
- ถ้าข้อเสนอที่เห็นระบุว่าประหยัดได้เกิน 4.84 บาทต่อหน่วยผลิต แปลว่าคิดที่การใช้ไฟเอง 100% ให้ถามกลับว่าคิดที่สัดส่วนเท่าไร
- ต้องได้ใบขนานไฟฟ้าภายใน 31 ธันวาคมของปีที่จะใช้สิทธิภาษี กระบวนการใช้เวลาราว 90 วัน จึงควรแจ้งการไฟฟ้าว่าติดตั้งเสร็จภายในเดือนกันยายน
บริษัทของผู้เขียนรับงานออกแบบและติดตั้งระบบโซลาร์ ตัวเลขระยะเวลาขนานไฟฟ้า 90 วันเป็นค่ากลางจากงานในพื้นที่บริการของเราเอง ไม่ใช่คำมั่นของการไฟฟ้า ส่วนราคาแพ็กเกจที่อ้างถึงเป็นราคาที่ กฟภ. เผยแพร่เอง เราไม่ได้เป็นผู้ขายแพ็กเกจดังกล่าว
อ้างอิง
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค — ประกาศอัตราค่าไฟฟ้า (Electricity Tariff). pea.co.th — โครงสร้างอัตราค่าไฟบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.1.1, 1.1.2 และ 1.2 (TOU) ค่าบริการรายเดือน และเงื่อนไขการเปลี่ยนประเภท — เข้าถึงเมื่อ 4 ส.ค. 2569
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) — ค่า Ft งวดกันยายน–ธันวาคม 2569. erc.or.th — ค่า Ft 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ตามมติเมื่อ 22 ก.ค. 2569 — เข้าถึงเมื่อ 4 ส.ค. 2569
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) — การรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอปรับปรุงอัตราค่าไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัยแบบก้าวหน้า (27 ก.ค. 2569). erc.or.th — สถานะข้อเสนอ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น ยังไม่บังคับใช้ — เข้าถึงเมื่อ 4 ส.ค. 2569
- PEA SOLAR (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) — ตารางราคาแพ็กเกจ มีผล 24 มี.ค. 2569 และหน้าผลิตภัณฑ์. peasolar.pea.co.th — ราคาแพ็กเกจตามขนาด สมมติฐานหน่วยผลิตต่อปี ค่าไฟที่ลดได้ต่อเดือน รายการที่รวมในแพ็กเกจ และเงื่อนไขการรับประกัน — เข้าถึงเมื่อ 4 ส.ค. 2569
- KEN by MEA (การไฟฟ้านครหลวง). ken.mea.or.th — เงื่อนไขการรับประกันฝั่ง กฟน. และค่าบริการบำรุงรักษาเริ่มต้น 50,000 บาท — เข้าถึงเมื่อ 4 ส.ค. 2569
- Global Solar Atlas (World Bank Group / Solargis) — ค่าผลผลิตจำเพาะระยะยาว (PVOUT) รายพื้นที่ของประเทศไทย. globalsolaratlas.info — ช่วง 1,430–1,553 หน่วยต่อ kWp ต่อปี จากแบบจำลองที่มุมเอียงเหมาะสม — เข้าถึงเมื่อ 4 ส.ค. 2569
- Waewsak, J. และคณะ — Techno-Economic Assessment of a 1 MW Solar PV Rooftop System at Thaksin University (Phatthalung Campus), Thailand. ASEAN Journal of Scientific and Technological Reports 26(1), 2566. ph02.tci-thaijo.org — ผลจำลองผลผลิตจำเพาะในไทยและผลของมุมเอียงกับทิศทางแผง — เข้าถึงเมื่อ 4 ส.ค. 2569
- IEA / OECD NEA — Projected Costs of Generating Electricity 2020. iea.org — นิยาม LCOE ตามวิธีคิดลดกระแสเงินสด และอัตราคิดลดอ้างอิง 7% พร้อมช่วงทดสอบ 3–10% — เข้าถึงเมื่อ 4 ส.ค. 2569
- ธนาคารแห่งประเทศไทย — ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 3/2569 (24 มิ.ย. 2569). bot.or.th — อัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1.00% ต่อปี ใช้เป็นฐานของอัตราคิดลดกรณีจ่ายเงินสด — เข้าถึงเมื่อ 4 ส.ค. 2569
- การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค — ค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) ประจำเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2569 เท่ากับ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตามมติ กกพ. ครั้งที่ 29/2569 เมื่อ 22 ก.ค. 2569 คงเดิมจากงวดพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2569. pea.co.th · mea.or.th — อัตราเดียวกันทั้ง กฟภ. และ กฟน. — เข้าถึงเมื่อ 25 ส.ค. 2569
คำถามที่พบบ่อย
โซลาร์รูฟท็อป 5 kW คืนทุนกี่ปี
บนราคาแพ็กเกจที่ กฟภ. ประกาศเอง 139,000 บาท และผลผลิต 5,840 หน่วยต่อปี ระบบคืนทุนใน 5.9 ปีถ้าคุณใช้ไฟที่ผลิตได้เอง 70% และมีสัญญาขายไฟส่วนเกิน แต่ยืดเป็น 12.3 ปีถ้าใช้เองเพียง 40% และไม่มีสัญญาขายไฟ ถ้าใช้สิทธิลดหย่อนภาษีที่ฐาน 20% ได้เต็มจำนวน กรณีแรกเหลือราว 4.7 ปี ตัวเลขทั้งหมดยังไม่รวมการขึ้นของค่าไฟในอนาคต
ควรคิดค่าไฟที่ประหยัดได้กี่บาทต่อหน่วย
4.84 บาทต่อหน่วยสำหรับบ้านที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของบิล เพราะค่าไฟบ้านเป็นอัตราก้าวหน้าและโซลาร์ตัดหน่วยออกจากยอดบนของบันไดเสมอ ตัวเลขนี้มาจากอัตราขั้นสูงสุดของผู้ใช้ไฟประเภท 1.1.2 คือ 4.3583 บาท ซึ่งเริ่มนับที่หน่วยที่ 401 บวกค่า Ft งวดกันยายนถึงธันวาคม 2569 ที่ 0.1623 บาท แล้วบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ถ้าบ้านคุณใช้ 201 ถึง 400 หน่วยต่อเดือน หน่วยสุดท้ายของคุณคือ 4.1584 บาท ซึ่งรวมทุกอย่างแล้วเท่ากับ 4.62 บาท และถ้าใช้ไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือนจะเท่ากับ 3.38 บาท ส่วนค่าเฉลี่ยทั้งบิลจะต่ำกว่าหน่วยสุดท้ายเสมอ คือราว 4.22 บาทที่การใช้ 500 หน่วยต่อเดือน และ 4.53 บาทที่ 1,000 หน่วยต่อเดือน
ไม่มีคนอยู่บ้านตอนกลางวัน ยังคุ้มอยู่ไหม
คุ้มน้อยลงมาก และอาจไม่คุ้มถ้าไม่มีสัญญาขายไฟ เพราะไฟที่ผลิตแล้วไม่มีใครใช้จะไหลออกกริด ซึ่งได้ราคา 2.20 บาทต่อหน่วยเฉพาะเมื่ออยู่ในโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ส่วนบ้านที่ไม่มีสัญญาขายไฟจะไม่ได้ปล่อยไฟออกไปฟรี แต่ระบบต้องมีฟังก์ชันจำกัดการจ่ายไฟออก (Export Limit) ที่สั่งอินเวอร์เตอร์หรี่กำลังผลิตลงให้พอดีกับโหลดในบ้าน ไฟส่วนเกินจึงไม่ถูกผลิตออกมาเลย และแผงที่จ่ายเงินซื้อมาก็เดินไม่เต็มกำลัง ทางแก้ที่ไม่มีต้นทุนคือเลื่อนเครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ปั๊มสระ หรือการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามาไว้ช่วง 09:00 ถึง 16:00 ส่วนแบตเตอรี่แก้ได้เหมือนกันแต่มีต้นทุนที่ต้องคุ้มก่อน
ควรเปลี่ยนไปใช้อัตราค่าไฟแบบ TOU ไหม
ต้องคำนวณจากพฤติกรรมการใช้ไฟรายชั่วโมงของบ้านคุณเอง ช่วง Peak ของอัตรา TOU คือ 09:00 ถึง 22:00 วันจันทร์ถึงศุกร์ ซึ่งทับกับเวลาที่แผงผลิตไฟ ทำให้หน่วยที่โซลาร์แทนมีมูลค่าราว 6.38 บาท สูงกว่าอัตราปกติราว 30% แต่วันเสาร์อาทิตย์ทั้งวันเป็น Off Peak ไฟที่ผลิตในวันหยุดจึงมีค่าน้อยลง และการเปลี่ยนอัตราจะเปลี่ยนราคาของทุกหน่วยในบิล ไม่ใช่เฉพาะหน่วยที่โซลาร์แทน อีกทั้งต้องเปลี่ยนมิเตอร์และใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 เดือนก่อนขอเปลี่ยนกลับ
ติดขนาดเท่าไรจึงจะได้สิทธิลดหย่อนภาษี 200,000 บาท
ระบบ on-grid ขนาดไม่เกิน 10 kWp ของผู้ใช้ไฟประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย โดยหักลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 200,000 บาท ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 805 ใช้สิทธิได้ถึง 31 ธันวาคม 2571 ข้อควรระวังคือใช้สิทธิในปีภาษีที่ได้รับใบขนานไฟฟ้า ไม่ใช่ปีที่จ่ายเงิน และกระบวนการจนถึงวันขนานไฟฟ้าใช้เวลาราว 90 วัน จึงควรแจ้งการไฟฟ้าว่าติดตั้งเสร็จภายในเดือนกันยายนของปีที่ต้องการใช้สิทธิ ควรตรวจสอบเงื่อนไขปัจจุบันกับกรมสรรพากร สายด่วน 1161
ทำไมตัวเลขประหยัดที่ผู้ขายเสนอถึงสูงกว่าที่คำนวณได้
ให้เอาค่าไฟที่เขาบอกว่าลดได้ต่อเดือน หารด้วยจำนวนหน่วยที่ระบบผลิตได้ต่อเดือน ถ้าผลหารสูงกว่าราคาหน่วยสุดท้ายของอัตราที่คุณใช้อยู่ คือ 4.84 บาทสำหรับอัตราปกติ หรือ 6.38 บาทสำหรับช่วง Peak ของอัตรา TOU แปลว่าข้อเสนอนั้นคิดบนสมมติฐานว่าคุณใช้ไฟที่ผลิตได้เองครบทุกหน่วย ตัวอย่างเช่นตารางแพ็กเกจของ PEA SOLAR ระบุระบบ 5 kW ผลิตได้ 5,840 หน่วยต่อปีและลดค่าไฟ 2,500 บาทต่อเดือน ซึ่งเท่ากับ 5.14 บาทต่อหน่วย สูงกว่าหน่วยที่แพงที่สุดของอัตราปกติ คำถามที่ควรถามกลับคือตัวเลขนี้คิดที่สัดส่วนการใช้ไฟเองเท่าไร
